หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: [Super Robot Wars The Star Chronicle Second Season]  (อ่าน 3129 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
SrwKung
Nadesico Crew
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: สิงหาคม 29, 2010, 01:08:59 AM »



--------------------------------

Introduction –I Don't Like Nursery Rhyme-

“และนั่นคือทั้งหมดที่รายงานไปค่ะ”

ในห้องที่แสนมืดมืดมิดนั้นมีเสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งดังก้องอยู่ภายความมืดแสงสว่างเพียงเล็กน้อยในห้องที่พอจะทำให้มองเห็นภาพลักษณ์ของเธอนั้นมีเพียงแสงสว่างจากจอมอนิเตอร์ที่รายล้อมอยู่โดยรอบเท่านั้น

“เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ แต่ก็ต้องทำใจเชื่อสินะ” เสียงทุ้มต่ำดังก้องออกจากมอนิเตอร์จอหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าของเธอ

“ค่ะ”

กัปตันสาวผู้มีเรือนผมสีฟ้ายาวสลวยตอบกลับไปอย่างฉะฉาน การพูดอธิบายเรื่องราวให้กลุ่มกองทุนผู้สนับสนุนกองกำลังติดอาวุธต่อต้านบอนล์ “เอลฮังค์” เพื่อที่จะให้พวกเขาเข้ามาช่วยเหลือด้านเงินทุนแก่กองกำลังนักรบแห่งดวงดาวหรือกองกำลัง TSC ต่อไปนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของเธอแต่สิ่งที่ยาก ไม่สิพูดให้ถูกคือค่อนข้างที่จะลำบากใจอยู่นั้นมันก็คือเนื้อหาแสนอัศจรรย์พันลึกในที่อยู่ในเนื้อหาที่ต้องรายงานนั่นแหละ

มนุษย์ต่างดาว, คนจากต่างมิติ, คนจากโลกใต้พิภพ เรื่องพวกนี้พูดไปก็เหมือนเรื่องไร้สาระของเด็ก ๆ ที่ไม่รู้จักโต แต่น่าเสียดายที่ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องโจ๊กแต่มันเป็นเรื่องจริง เพราะเหตุนั้นกัปตันสาวแห่งยานบลูกาแลคเซียแองเจิล ไลล่า เรย์ อิลูชั่น จึงต้องรายงานทุกอย่างไปตามความจริงอย่างช่วยไม่ได้

“กัปตันอิลูชั่น พวกเราไม่คิดจะก้าวก่ายการทำงานของพวกคุณหรอกน่ะ แต่ว่า ทางเราเองก็ไม่ไว้ใจบุคลากรเหล่านี้สักเท่าไร พูดกันตามตรงผมเกรงว่าถ้าเกิดพวกคิดเขาทรยศหรือคิดไม่ซื่อขึ้นมาล่ะ คุณจะทำยังไง?”

คนผู้หนึ่งที่เสนอหน้าอยู่ภายในจอมอนิเตอร์กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความขุ่นมัวทางอารมณ์ ใช่แล้วเขาก็เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ให้เงินทุนสนับสนุนนั่นเอง การประชุมครั้งนี้แต่ละคนไม่ได้เดินทางเข้ามาประชุมด้วยตัวเองแต่ส่งสัญญาณภาพผ่านระบบคอนเฟอร์เรนท์มยานบลูกาแลคเซียแองเจิล เพราะงั้นในห้องมืดนี้จึงมีเพี่ยงแค่ ไลล่า เรย์ อิลูชั่น ยืนอยู่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

“เรื่องนั้นฉันมีแผนการรับมืออยู่แล้วค่ะ!!” ไลล่าเอ่ยพร้อมกับเผยรอยยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยอย่างมั่นใจแต่ทว่ามันก็ไม่ทำให้เหล่านายทุนที่กำลังทำหน้าที่ผู้ซักถามพอใจขึ้นมาซักเท่าใดนัก ตรงกันข้ามกลับเกิดความไม่พอใจขึ้นมาแทน

“แน่ใจได้ยังไง!!! ว่าแผนการของเธอจะสามารถปฏิบัติได้จริง ถ้าหากเรื่องที่อยู่ในรายงานของเธอเป็นความจริงล่ะก็ ระดับเทคโนโลยีของพวกนั้นน่ะแค่มันดีดนิ้วพวกเธอก็โดนไม่ต่างจากแมลงแล้วไม่ใช่เหรอ!!”

“เหรอค่ะ? ฉันพูดแบบนั้นหรือค่ะ?”  ไลล่าตีหน้านิ่งก่อนจะยิ้มตอบและให้คำตอบกลับไป

“แล้วจะให้ฉันทำเช่นไรดีล่ะค่ะ? จับตัวพวกเขาทั้งหมดมายิงเป้าต่อหน้าคุณแล้วก็ยึดเอาเทคโนโลยีมาหรือคะ? แบบนั้นไม่ฉลาดเอาซะเลย แถมว่ากันตรง ๆ ถึงพวกคุณจะคิดแต่พวกคุณไม่กล้าแน่ ๆ เพราะพวกคุณเองหวาดกลัวและก็หวังจะพึ่งพลังและเทคโนโลยีของพวกเขาอยู่เหมือนกันไม่ใช่รึคะ?”

สิ้นเสียงของกัปตันไลล่าทุกคนต่างพากันเงียบกริบราว คำพูดนั้นแทงเข้ากลางใจดำของพวกเขาอย่างจังทีเดียว หลังจากความเงียบเข้ามาครอบงำสถานที่แห่งนี้ได้ครู่หนึ่งมันก็ถูกขจัดไปด้วยเสียงที่ดุดันของนายทุนผู้หนึ่งที่ประกาศกร้าวออกมา
 
“ถูกแล้ว! ไม่งั้นเราคงไม่ให้การสนับสนุนหรอก! กัปตันอิลูชั่น เรารู้ว่าคุณเป็นคนเก่งและมีความมั่นใจในตัวเองสูงแต่ว่า เรื่องในคราวนี้แม้แต่คุณก็ไม่ไหวหรอก!” เมื่อได้ฟังเช่นนั้นไลล่าก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ คำเดียวว่า

“พวกคุณคิดว่าฉันเป็นใครคะ?”

ประหนึ่งเป็นวาจาสิทธิ์....ทุกทั้งห้องพร้อมใจกันเงียบไม่อาจคาดเดาได้ว่าพวกนายทุนทั้งหลายคิดอะไรอยู่ อาจจะกำลังขำก๊ากท้องแข็งอยู่ในใจหรืออาจจะโกรธจนไฟลุกหรือไม่ก็อึ้งจนนึกคำพูดที่จะมาตอบโต้ไม่ทัน ไลล่ากระแอมสองสามครั้งเพื่อทำลายความเงียบและสร้างบรรยากาศก่อนจะเอ่ยออกมาว่าอย่างมั่นใจ
“ทางเราเอง มั่นใจว่าตอนนี้มีกองกำลังมากพอที่จะตอบโต้แล้วเอาชนะบอนล์ได้ นั่นคือข้อที่หนึ่งที่คุณควรจะเชื่อใจเรา”

สิ้นคำพูดนั้นนายทุนทุกคนถึงกับสะดุ้งเฮือกกับท่าทีที่เปี่ยมไปด้วยพลังของหญิงสาวที่ไม่รู้พกพาความมั่นใจมากมายอย่างนี้มาจากแห่งหนใด คำประกาศนั้นสะกดให้พวกเขาไม่อาจพูดอะไรตอบกลับไปได้ พวกเขาราวกับเป็นเด็กทารกที่ไม่สามารถใช้ภาษาในการสื่อสารหรือโต้ตอบทำได้เพียงแค่ฟังอย่างเดียวเท่านั้นราว

“ข้อที่สองก็คือ มันจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยถ้าคุณถอทุนไปและข้อที่สามก็คือว่า ตอนนี้มีผู้เสนอตัวเป็นสปอนเซอร์ที่มาจากL1และจากไทยที่เราพึ่งยึดได้ติดต่อเข้ามาหาพวกเรามากมาย เพราะงั้นเราไม่มีความจำเป็นต้องแคร์พวกคุณถ้าพวกคุณอยากถอนตัวออกไป”

ไลล่ากล่าวสรุป บรรดาบุคคลที่อยู่อีกฝากของจอมอนิเตอร์บางคนถึงกับเหงื่อตกบางคนก็กัดฟันด้วยท่าทีเจ็บใจก่อนจะก็สลดเป็นแถบ ๆ เพราะไม่อาจเค้นคำพูดใด ๆ มาโต้เถียงหญิงสาวผู้นี้ได้ ไลล่ายิ้มให้พวกเขาอย่างงดงามก่อนจะเอ่ยออกมาว่า

“คิดซะว่าสิ่งที่ฉันพูดไปเมื่อกี้มันเป็นเหมือนเพลงกล่อมเด็กก็แล้วกันนะคะ บทเพลงที่จะขับกล่อมให้คุณฟังยามนอนแล้วพวกคุณก็จะหลับไปแบบไม่ต้องคิดกังวลกับเรื่องใด ๆ ทั้งนั้น... ประหนึ่งเด็กทารกที่ไม่ต้องไปสนใจอะไรนอกจากกินกับนอนนั่นแหละคะ”

สิ้นคำพูดของกัปตันไลล่าทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบอีกครั้ง เหล่านายทุนต่างปั้นสีหน้ากันไปต่าง ๆ นานา ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำตอบโต้

“อืม........ ก็ได้พวกเราจะยอมรับฟังคำของคุณ ทางเราจะสนับสนุนกองกำลัง TSC เต็มที่ตามที่ได้ตกลงกันไว้และทางเราก็หวังว่าคุณจะทำตามข้อเรียกร้องของเราด้วยนะ คุณไลล่า แต่จำเอาไว้นะว่าหากคุณพลาดล่ะก็ผลที่ตามมามันจะเป็นยังไง?”

สปอนเซอร์ผู้ดื้อรั้นประกาศกร้าวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะตัดสินใจสงบปากสงบคำลงและตัดการติดต่อไปทั้งหมดการประชุมเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว หน้าจอทั้งหลายดับไปเหลือแต่เพียงความมืดสลัว แสงสว่างที่สาดส่องลงมาจากกระจกใสที่ไร้แผ่นโลหะขวางกั้นตกกระทบปอยผมสีฟ้าของไลล่าทำให้เรือนผมของเธอส่องประกายเรืองรอง กัปตันสาวปรายตามองดูทิศทางที่แสงสว่างนั้นสาดส่องลงมาอย่างช้า ๆ

“เชลเตอร์ถูกเปิดขึ้นงั้นหรือ? อ๋อ ลืมไปเลยเราเข้าสู่ชั้นบรรยากาศแล้วนี่นา...”

เธอพึมพำ ก่อนจะใช้แสงสลัว ๆ เท่าที่มีควานหาเก้าอี้แล้วทิ้งก้นลงไปนั่งด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า...พลางแหงนหน้ามองท้องฟ้าพลางบ่นพึมพำออกมาว่า

“เพลงกล่อมเด็กเหรอ.....ของพรรณนั้นมีค่าแค่ทำให้เด็กที่งอแงสงบลงเท่านั้นแหละน่า สุดท้ายถึงเด็กจะหลับไปแต่คนที่ร้องก็ไม่ได้หลับไปด้วยซะหน่อย เด็กหลับแต่ผู้ใหญ่ยังตื่นอยู่ ปัญหาที่เกิดมันก็ เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ต้องเป็นคนจัดการสินะ.....แต่ถ้าคนร้องหลับก่อนเด็กก็คงงอแงไม่ยอมเลิกสุดท้ายก็ไม่เป็นสุขกันทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ................เฮ้อ!! เพราะอย่างนี้ไงฉันถึงได้เกลียดเพลงกล่อมเด็กน่ะ...โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเป็นคนร้องด้วย..........อืม...แต่ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็ต้องพูดว่า...”

ไลล่ายิ้มมุมปากเล็กน้อยในความมืด

“I Don't Like Nursery Rhyme~”

และแล้วบลูกาแลคเซียแองเจิลที่ร่อนผ่านชั้นบรรยากาศโลกมาได้อย่างปลอดภัยก็มพร้อมที่มุ่งหน้าไปสมทบกับกองกำลังที่ฐานทัพในประเทศไทย...

--------------------------------
INDEX

SS2 Introduction –I Don't Like Nursery Rhyme- [Topic Post]
Episode 10 - The Day of Guardian – [rep1.p1 - ??? ]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 31, 2010, 01:07:41 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า
SrwKung
Nadesico Crew
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 29, 2010, 01:09:50 AM »

[Episode 10 - The Day of Guardian –]

---------------------

“วันนี้เธอจะมาเล่นที่นี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วสิน่ะ...” 

เด็กผู้ชายเอ่ยคนหนึ่งถามเด็กสาวผมสีดำยาวที่นั่งทอดกายอยู่บนชิงช้าตัวเล็กๆซึ่งอยู่กลางสวนสาธารณะ เขาค่อย ๆ ผลักชิงช้าให้เธอเบา ๆ ขณะที่ตะวันเริ่มจะยอแสงลับขอบฟ้าเป็นสัญญาณว่าวันนี้กำลังจะสิ้นสุดลง

“อืม...” เด็กสาวตอบกลับมาอย่างเรียบๆ เด็กชายถอนหายใจพร้อมกับเอ่ยถามออกไปว่า

“ฉันยังไขปริศนาที่เธอให้ไว้ไม่ออกเลย... สุดท้ายแล้ว ฉันก็ไม่รู้ชื่อของเธอสินะ?”

เด็กสาวยังคงไม่ตอบอะไรอยู่ชั่วครู่ ปล่อยให้เด็กชายผลักชิงช้าให้เธอต่อไปเรื่อย ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ...เมื่อเด็กชายหยุดผลักการเคลื่อนไหวของชิงช้าก็ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ จนหยุดนิ่งสนิทไปในที่สุด...เด็กสาวเอ่ยถามเด็กชายทันทีว่า

“เธอจะเหงารึเปล่า? ถ้าฉันไม่อยู่?”

“ไม่หรอก...ที่นี้ยังมีคนอื่นอีกตั้งเยอะที่มาเล่นเป็นเพื่อนนิ...อย่าห่วงเลย"

เด็กชายตอบกลับไปพร้อมกับเบือนหน้าหันไปมองดวงตะวันที่กำลังค่อย ๆ คลอยตกดิน

"แน่ใจเหรอ?" เด็กสาวถามต่อไปคราวนี้เด็กชายเป็นฝ่ายนิ่งเงียบชั่วครู่ไปเองบ้าง ก่อนที่จะเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นๆว่า

"ถ้า...ฉันบอกว่าเหงา เธอจะว่ายังไง?" เมื่อได้ฟังคำนั้นเด็กสาวเหล่ตาไปมองเด็กชายก่อนจะเอ่ยตอบเขาไปว่า

"ฉันเชื่อว่า เธอต้องไขปริศนาของฉันได้แน่ๆ และถ้าเธอไขมันออก...พวกเราก็อาจจะได้พบกันอีกครั้ง..."

"สัญญานะ..."

เด็กชายถามย้ำส่วนเด็กสาวก็พยักหน้าให้กับเขา...ทั้งคู่ค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ ๆ กันแล้วยกนิ้วมือขึ้นมาเกี่ยวก้อยสัญญา

"รับรอง ฉันจะต้องไขปริศนานั่นให้ได้!" เด็กชายไม่สิ รัตน์ พรมอนันต์ในวัยเด็กเอ่ยออกไป

"อืม...ฉันจะรอน่ะ..."เด็กสาวเอ่ยตอบรัตน์ไป...ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะมืดลง...มืดลง...และมืดลง...

รัตน์ พรมอนันต์ลืมตาโพล่งขึ้นมากลางความมืด ก่อนจะขยับร่างกายลุกขึ้นจากเตียง เขาเหล่ตามองไปที่นาฬิกาดิจิตอลที่ตั้งไว้ข้าง ๆ หัวเตียง...ตัวเลขสีฟ้าเรืองแสงบอกเวลาตีสองสี่สิบห้านาที

"ฝันเหรอ..."

รัตน์พึมพำ พลางนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ เขารู้สึกแปลกๆ ฝันนั่นเป็นทั้งเรื่องที่คุ้นเคยและเรื่องที่ไม่คุ้น ราวกับว่าเรื่องที่ฝันเมื่อครู่คือความทรงจำในอดีตที่เขารู้จัก แต่เขากลับรู้สึกไม่คุ้นกับเด็กสาวที่เขาเห็นในฝันเอาเสียเลย แต่ถึงกระนั่นเขาเองก็ยังรู้สึกโหยหาเธออย่างแปลกประหลาด รัตน์คุงที่ยังคงคิดอะไรไม่ออกจนเวลาล่วงเลยมาได้เกือบสิบนาทีตัดสินใจเลิกคิดทุกอย่างแล้วก้มตัวลงไปนอนต่อในที่สุด

"ไม่สบายใจชะมัดเลย...นึกไม่ออกแบบนี้..."

---------------------

เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ห้องทำงานกัปตันไลล่ารัตน์ พรมอนันต์ที่ยังข้องใจเกี่ยวกับความฝันเมื่อคืนได้เข้าไปพบกับเจ้าของห้องเพื่อทำอะไรก็ไม่อาจทราบได้ แต่ที่แน่นอนอย่างหนึ่งก็คือ......

“รัตน์คุง น่าจะมีปัญหาทางจิตนิด ๆ หน่อย ๆ แน่ ๆ เลยล่ะ...”
กัปตันสาวแห่งยานรบบลูกาแลคเซียแองเจิลนาม ไลล่า เรย์ อิลูชั่นซึ่งตอนนี้อยู่ในสภาพที่แปลกตากว่าทุกที นั่นคือเธอใส่ชุดวอร์มแทนที่จะเป็นชุดกัปตันตามปกติน่ะสิสรุปประเด็นของความฝันดังกล่าวออกมาอย่างฉับไวปานคอมพิวเตอร์ที่กำลัง CPU สูงก็ไม่ปาน

“ผมก็ว่างั้นล่ะครับ”

รัตน์เอ่ยอย่างไม่ค่อยแคร์ท่าทีของไลล่ามากนัก ในตอนนี้เขาอยู่ในสภาพราวกับเป็นคนไข้มาเข้าพบจิตแพทย์สรุปความได้ว่ารัตน์เข้ามาขอรับการปรึกษา...ถ้าจะพูดให้ง่ายกว่านั่นคือ รัตน์คุงมาปรึกษาเรื่องฝันแปลก ๆ เมื่อคืนกับไลล่านั่นเอง

"สรุปได้ว่า สมัยก่อนเธอเคยมีเพื่อนเล่นที่สวนสาธารณะ แต่เธอไม่เคยเจอเด็กผู้หญิงคนนี้มาก่อน ปริศนาที่เด็กสาวให้ไว้ก็จำไม่ได้ รวมถึงสวนสาธารณะที่เธอฝันเห็นก็ไม่ใช่ที่เดียวกับที่เธอจำได้สินะ"

ไลล่าเอ่ยสรุปก่อนจะลากปากกาน้ำเงินไปเรื่อยๆบนแผ่นกระดาษเล็กๆใบนึง ไลล่าใช้กระดานไม้ขนาดกลางประกอบเอาไว้รองเขียนซึ่งท่านั่งจดปากกาแบบนี้ยิ่งชวนให้การเข้ารับคำปรีกษาครั้งนี้เหมือนการพบจิตแพทย์ของจริงเข้าไปใหญ่

"ครับ...แต่มันคุ้นเคยมากๆ...ไม่แน่ว่าผมอาจจะเคยไปเล่นที่นั่นแล้วเคยเจอเธอจริงๆก็ได้แต่ว่า...ผมไม่คุ้นกับสถานที่แต่รู้สึกคุ้นเคยกับผู้หญิงคนนั่นอย่างประหลาด แต่ผมก็จำไม่ได้ว่าเคยเจอเด็กผู้หญิงคนนั่นที่ไหนอีกเลยน่ะ"

รัตน์อธิบายให้ไลล่าฟังต่อ สำหรับเขาแล้วไอ้ความรู้สึกอัดอั้นตันใจแบบนี้มันเป็นปัญหาที่หนักกว่าที่เขาคิดเอาไว้เสียอีก ความรู้สึกไม่สบายใจแบบนี้ทำให้เขาไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรอย่างอื่นในวันนี้เลย

"เธอว่า...ผมดำตาสีทองสิน่ะ..."

ไลล่าทวนพร้อมกับเอาปากกาจิ้มแก้มตัวเองเมื่อรัตน์พยักหน้า ไลล่าก็ยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยออกไปว่า

"งั้นรัตน์คุง ไปซื้อเนยให้หน่อยสิจ๊ะ?"

“ทำไมต้องเป็นเนยครับ?”

“ช่างฉันเถอะน่า รีบไปซื้อเนยมาให้ฉันเลยเมืองข้าง ๆ นี่น่าจะมีขายนะ”

“ไม่เข้าใจครับ? ทำไมต้องเป็นเนย?”

“ไม่ต้องถามมาก รีบไสหัวไปซื้อเนยมาให้ฉันได้แล้ว!! นี่เป็นคำสั่ง!!”

สิ้นเสียงดังราวอัศนีย์บาตกรอกหูของไลล่า รัตน์ก็ต้องเดินออกจากห้องกัปตันไปแบบมีน ๆ ในบรรดาคนที่เขารู้จัก ไลล่าเป็นหนึ่งในคนที่เดาใจด้วยยากมาก ๆ แต่ไม่มีครั้งไหนเลย...ที่จะเดายากเท่าครั้งนี้...ซื้อเนยเหรอ...กำลังจะบอกอะไรกันแน่นะ? แต่รัตน์ก็ไม่อาจทัดทานการใช้อำนาจโดยมิชอบของเธอได้จึงต้องจำใจออกไปซื้อสิ่งที่กัปตันไลล่าต้องการอย่างเลี่ยงมิได้แม้จะไม่เข้าใจเหตุผลของมันก็ตามและหลังจากรัตน์เดินออกจากประตูห้องไปได้ไกลพอสมควรแล้ว ไลล่าก็วางกระดานรองเขียนและปากกาลงบนโต๊ะที่อยู่ใกล้ ๆ อย่างไม่ใยดีก่อนจะยกมือขึ้นท้าวค้างพร้อมมองไปยังประตูที่รัตน์เพิ่งจะก้าวเดินออกไป

“คำตอบมันรอนายอยู่ที่นั่นแหละ รัตน์คุง”

กัปตันสาวแห่งยานบลูกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่พร้อมเริ่มจัดแจงเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว สองอาทิตย์ผ่านไปหลังจากกองกำลัง TSC สามารถยึดโคโลนี่ L1 และฐานทัพที่ประเทศไทยได้สำเร็จ กองกำลังทั้งหมดเริ่มเดินทางรวมตัวกันที่นี่ บรรดาเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนานเพื่อนใหม่ที่พานพบ...เรื่องเศร้าที่ได้เจอ ความสูญเสียและสิ่งที่ได้เรียนรู้มานั่น แต่ล่ะคนเองก็นำมาใช้เป็นบทเรียนหรือถ่ายทอดเป็นอุทาหรณ์ให้กับคนอื่นๆ...

หลังจากบรรยากาศความเศร้าหลังพิธีศพของซาโยะผ่านไป หลายๆคนก็เหมือนจะเริ่มร่าเริงขึ้นมาอีกครั้งอาทิเช่น...

"คนนี้ตูมของจริงแฮะ!!!"

วีคุงหรือเกรียนวี เริ่มงานอดิเรกที่แสนโปรดปรานนั่นก็คือการสำรวจขนาดหน้าอกของสาว ๆ ในกองกำลัง เหยื่อในคราวนี้คือเรย์กิว ที่เดินผ่านมาพอดี เมื่อพบเหยื่อแล้วมีหรือที่นายเกรียนวีจะไม่จู่โจมเท้าของเขาอัดแรงส่งอย่างสุดกำลังวิ่งตรงไปยังเป้าหมายซึ่งก็คือเนินอกอันมโหระทึกคู่นั้นนั่นเอง มือทั้งสองของเจ้าเด็กหื่นกางขยายออกเพื่อให้พร้อมจะขย้ำลงไปบนซาลาเปาลูกโต ขณะที่วีกำลังจะพุ่งเข้ามาถึงระยะหวังผลที่จะคว้าจับนั้น

“ขอหม่ำล่ะคร้าบ!!!!!”

คำพูดนั้นดังก้องขึ้นเป็นคำสุดท้ายก่อนที่เสียงดังกระหึ่มปานรถสิบล้อชนสุนัขข้างทางจะดังตามมากำปั้นของลูซิเฟอร์ เฮลไครซ์ พุ่งทะยานสวนมาราวกับรถด่วนอัดกระแทกใส่ใบหน้าสุดหื่นของเกรียนวีชนิดเต็มปากเต็มคำ แรงอัดจากกำปั้นพลังช้างสารของลูซิเฟอร์ วีถึงกับสปินเกลียวกลางอากาศสามรอบซ้อนก่อนจะกลิ้งไถลไปกับพื้นเป็นระยะทางประมาณ 5 เซ็นติเมตรก่อนจะลงไปนอนกองกับพื้นราวกับเขียดตากแห้ง

"ทำอะไรของแกน่ะเฟร้ย!!! เจ้าเด็กบ้า! อย่าเที่ยวจะจับหน้าอกของคนอื่นตามใจชอบเซ่!!!"

ลูซิเฟอร์โวยวายขณะที่เรย์กิวยังยืนนิ่งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่ใช่เพราะตกใจหรอก แต่เป็นเพราะกำลังเตรียมจะซัดใส่วีอยู่แล้วน่ะสิ...

(ชิ ถ้ายัยเรย์กิวซัดใส่เจ้าวีเต็มแรงมีหวังเจ้านี้นอนหยอดน้ำข้าวต้มไปเป็นเดือนแน่ๆ...ดีนะรีบซัดมันก่อน...)

ลูซิเฟอร์คิดเช่นนั้นอยู่ในใจแต่ว่าถึงจะเป็นความประสงค์ดีที่จะช่วยทางอ้อมแต่ดูเหมือนลูซิเฟอร์ก็ใส่แรงไปกับหมัดตรงที่ต่อยไปเมื่อกี้จนเหมือนว่าลืมอ้อมแรงเหมือนกันส่วนเกรียนวียังไม่ทราบชะตากรรม เอวัง.......

"คิดจะเรียกคะแนนต่อหน้าสาวสินะ..."

เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง ลูซิเฟอร์รีบหันกลับไปมองดูต้นเสียงก็พบกับ อาซาคิ ไลมุ พร้อมกับกล้องถ่ายรูปคู่ใจประทับอยู่ในมือดูเหมือนว่าภาพเหตุการณ์เมื่อครู่นั้นได้ถูกบันทึกลงไปอยู่ในกล้องตัวนั้นหมดสิ้นแล้ว...สมเป็นเธอจริง ๆ ตามเก็บช๊อตเด็ดไม่เคยพลาด

"ดะ เดี๋ยวเซ่!! ยัยไลมุ!!!" ลูซิเฟอร์รีบวิ่งไปหมายจะคว้ากล้อง แต่ไลมุเองก็ไหวตัวทันวิ่งหนีไปทันที...

"วุ่นวายชะมัด....."

เรย์กิวบ่นพึมพำออกมาก่อนจะค่อย ๆ เดินไปตามทางเดียวกับที่ลูซิเฟอร์ที่ไล่กวดไลมุไปโดยทิ้งเกรียนวีที่ยังสงบนิ่งไม่ไหวติงไว้ตรงนั้นเพียงลำพัง อีกด้านที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุเมื่อครู่มากนั้นเป็นทางเลี้ยวที่ต่อยอดมาจากทางเดินอีกฝากหนึ่ง มีกลุ่มคนที่กำลังขมักเขม่นกับการทำงานอยู่บริเวณนี้ ฮิคารุกับมายากำลังขนอะไหล่ที่สั่งซื้อมาไปที่โรงเก็บโดยมีรูบี้กับซารีน่าช่วยถือของไป

"ขะ ขอโทษนะรูบี้จัง ซารีน่าจัง ที่ต้องให้มาช่วยขนน่ะ!"มายาเอ่ยขอโทษขอโพยกับรูบี้และซารีน่า

"ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะ พวกคุณมายาเองก็เคยช่วยฉันยกของไปที่ฮาเซลเลยนิน่า"

ซารีน่าตอบด้วยความรู้สึกที่เป็นกันเองและเต็มใจช่วย ส่วนรูบี้ให้คำตอบพลางกำลังจ้องมองของที่ตนกำลังขนอยู่ไปด้วย

"ไม่ต้องห่วงหรอกน่า แค่นี้สบายมาก แต่ว่าคุณฮิคารุสั่งอะไหล่พิเศษ ๆ แบบนี้มาประจำเลยเหรอคะเนี้ย ขอยืมไปใช้สักตัวสองตัวได้ไหมคะ?"

"อืม แต่ขอค่าจ้างเพิ่มนะ..."

ฮิคารุตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่แค่นี้ก็ทำให้รูบี้ถึงกับเหงื่อตก...เพราะถึงจะรู้ว่าเป็นมุขก็เถอะ แต่พอออกมาจากปากของฮิคารุแล้วทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเจ้าตัวจะขอขึ้นค่าจ้างจริง ๆ เมื่อบรรยากาศเริ่มจะเข้าสู่ความเงียบ ฮิคารุเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที

"แต่ว่า...สภาพตอนนี้เองก็ยังซ่อมไม่เสร็จดี สองอาทิตย์ผ่านไปแล้ว ถ้าเราโดนโจมตีตอนนี้ล่ะก็...ปัญหาหนักแน่ๆ"

ท่าทางเขาจะอยากได้ความเห็นจากมายา ซารีน่าและรูบี้จึงได้เอ่ยออกไปเช่นนั้นการสนทนาของพวกเขาทั้งสี่ดำเนินไปเรื่อย ๆ จนถึงบริเวณห้องวางแผนยุทธการของฐานทัพแห่งนี้ ณ ห้องนี้บรรดากัปตัน ผู้นำ และกุนซือทั้งหลายได้มารวมตัวกันเพื่อเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง

"ขอโทษที่มาช้าค่ะ!"

ไลล่า เรย์ อิลูชั่นเอ่ยเสียงดังขณะเดินผ่านประตูอัตโนมัติที่เพิ่งเลื่อนเปิดออกต้อนรับการมาของเธอ...สาเหตุที่เธอมาช้าคงเพราะให้คำปรึกษารัตน์แล้วก็เปลี่ยนชุดนั่นเอง ภายในห้องมืดที่เธอเหยียบย่างเข้ามาอย่างปกติ โฮโลแกรมสีเขียวที่เป็นแบบจำลองของภาพฐานทัพแห่งนี้และอาณาเขตโดยรอบก็ฉายขึ้นมา และเหล่าบุคคคนที่ยืนอยู่รอบ ๆโฮโลแกรมนี้ก็ได้แก่ แบตเทิล เอเล่ ลูคัส คาลิส เครโอ้ ป้อง เวราโด้และเรเน่ ทั้งหมดคือบรรดาตัวแทนของกองกำลังแต่ละกลุ่มผู้มีบทบาทหน้าที่สำคัญที่จะขับเคลื่อนกระแสแห่งสงคราม

แบตเทิลกัปตันแห่งยานเรดฯ เอเล่กัปตันของยานฮาเซลเซน่อน ลูคัสกุนซือมังกรตื่นผู้มีบทบาทสำคัญในศึกที่ผ่านมา คาลิสราชาแห่งราชอาณาจักรวาเลนเดียแห่งดาวโอเรนทัล เครโอ้องค์หญิงแห่งโลกต่างมิติเฟทเกท ป้องตัวแทนของบ.ร่ำรวย ส่วนที่ดูจะนอกเหนือไปเล็กน้อยก็คือ เวราโด้แม่ทัพใหญ่แห่งประจิมทิศได้ติดตามราชาของเขามาเข้าร่วมการประชุมนี้ด้วย ส่วนเรเน่ที่ถูกจับอยู่ในฐานะเชลยศึกได้มายืนอยู่ในห้องนี้ด้วยเหตุผลบางประการ และในจังหวะที่ไลล่าเดินเข้ามานั้น

"มันหมายความว่าไงนะตาแว่น...ที่ว่าถ้าโดนโจมตีตอนนี้ปัญหาหนักแน่ ๆ น่ะ?"

แบตเทิลเอ่ยถามกุนซือมังกรตื่นที่ยืนเอานิ้วดันแว่นอยู่ข้าง ๆ ด้วยน้ำเสียงที่มองยังไงก็กำลังคาดคั้นกันชัด ๆ

"ก็....ทางพวกเรากำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซมนี่ครับ มีการขนย้ายวัสดุอุปกรณ์แล้วก็เสบียงไปมา ที่มั่นกับป้อม แล้วก็ระบบป้องกันตัวเอง ต่าง ๆ นานา ๆ ที่พวกเราถลุงซะเละเทะ ยังซ่อมคืนมาได้ไม่ถึงครึ่งเลย ถ้าโดนบุกโจมตีขึ้นมาล่ะก็ โอกาสต้านทานมันลดลงไปราว ๆ ครึ่งนึงเห็นจะได้ไม่สิเกินกว่านั้นด้วยซ้ำไปครับ"

ลูคัส เจเนเซียหรือกุนซือมังกรตื่นตอบแบบเรียบๆและนี้ก็คือสาเหตุที่พวกเขาทั้งหมดต้องมารวมตัวกันอยู่ในที่นี่เวลานี้ก็เพื่อทำการประชุมหาแผนการตั้งรับการโจมตีที่อาจจะมาถึงในเร็ววันโดยเร่งด่วนนั่นเอง

"แต่ว่า...เท่าที่ข้าได้ยินจากการพูดคุยกันก่อนหน้านี้ของพวกท่านรวมถึงคำบอกเล่าจากฝ่าบาทแล้ว กองทัพของพวกบอนล์นั้นฐานหลัก ๆ ของพวกเขาโดนกองกำลังของพวกท่านยึดไปได้หมดแล้วสินะ?"

เวราโด้ บิสมาร์คแม่ทัพใหญ่แห่งประจิมทิศเอ่ยออกมาขณะมองดูภาพโฮโลแกรมตรงหน้าด้วยท่าทีตื่นตาตื่นใจไม่ได้วิตกกังวลกับเหตุการณ์ใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย

"ค่ะ คุณเวราโด้...ตอนนี้นั้นฐานทัพที่มั่นหลักของบอนล์ก็เหลือแค่ที่อเมริกากับแถบแอฟริกาเท่านั้น แต่ว่าจำนวณของกองทัพที่ทางนั้นมีอยู่ก็ยังถือว่ามีมากพอที่จะต่อกรกับกองกำลังของพวกเราที่รวมอยู่ที่นี่ทั้งหมดได้อย่างสบาย ๆ อยู่ดีล่ะค่ะ"

ไลล่า เรย์ อิลูชั่นตอบออกไปตามความจริงบุรุษผมเงินหลับตาลงพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ภายในหัวก่อนที่จะเอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดี

"ถ้าความเข้าใจของข้าตรงกับของพวกท่านแล้วล่ะก็ สถานที่แห่งนี้เป็นที่ ๆ สำคัญมากทางยุทธศาสตร์จำเป็นที่ต้องชิงคืนให้จงได้สินะ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงบอนล์จะต้องยกกองทัพชุดใหญ่มาโจมตีที่นี่เพื่อพยามจะชิงคืนเป็นแน่แท้ และถ้าพวกเราสามารถจัดการกับกองทัพจำนวนนี้ได้สำเร็จ นอกจากจะได้รับชัยชนะแล้วก็หมายความว่ากำลังของพวกนั้นย่อมจะมีจำนวนลดลงตามไปด้วยสินะแม่นาง..."

เวราโด้กล่าวพลางหันไปยิ้มอย่างอารมณ์ดีให้กับกัปตันสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก

"ค่ะ แต่ปัญหามันอยู่ที่จะทำการตั้งรับอย่างไรให้ได้ชัยชนะและลดทอนกำลังรบพวกของศัตรูให้ได้มากที่สุดนี่แหละค่ะ...ฉันคิดว่าคุณทุกคนในที่นี้คงมีแผนที่ว่านั่นอยู่ในหัวกันบ้างแล้วสินะคะ?"
ไลล่ายิงคำถามใส่วงสนทนา...เหล่าผู้มีสิ่งนั้นต่างก็ยิ้มนิด ๆ เป็นสัญญาณว่าพวกเขาเหล่านั้นมีแผนของตัวเองอยู่ในใจเรียบร้อยแล้ว ขณะที่การประชุมกำลังเริ่มดำเนินไปอีกด้านหนึ่งก็มีบุคคลสองคนที่กำลังยิ้มร่าอยู่เช่นกัน

"จะได้เห็นคอลเล็คชั่น เจเนะเลอร์ที่เก็บไว้ที่ยานเรดของโคกิคุงแล้วสินะ"

มิสึรุกิ อุชิโอะหรืออีกชื่อนึงคือฮิเซกิ คาโอรุกำลังเดินตามฮารุซานะ โคกิไปที่ยานเรดกาแลคเซียฯเพื่อดูของสะสมของเด็กหนุ่มที่ชื่นชอบเจเนะเลอร์เหมือนกันตนเพราะถึงตัวเธอเองจะเก็บของจากเรื่องเจเนะเลอร์ไว้มากมายแต่ว่าคอลเล็คชั่นที่โคกิมีสะสมอยู่นั้นบางชุดตัวเธอเองก็ไม่สามารถหามาครอบครองได้ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การได้ไปเที่ยวห้องเพื่อนผู้ชายที่มีงานอดิเรกหรือความชอบคล้าย ๆ กันนั้นย่อมต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แต่อนิจาน่าเสียดายที่ความลิงโลดใจของคาโอรุนั้นได้ทำให้เขาหลงลืมนึกถึงข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งไปในทันตา นั่นคือตัวเขาอยู่ในร่างของผู้หญิงที่มีชื่อว่า มิสึรุกิ อุชิโอะ นั่นเองเพราะฉะนั้นจากสายตาของบุคคลภายนอก มันก็ไม่ต่างอะไรจากการที่โคกิคุงจะพาผู้หญิงเข้าห้องเลยแม้แต่นิดเดียว และผู้ที่เห็นภาพอันแสนบาดตาบาดใจนั้นก็ปรากฏกายขึ้นอย่างรวดเร็วปานพายุสลาตัน

"ตะ ตาบ้าโคกิ! คิดจะทำอะไรน่ะ!?"

ชิเอล เมไซอาหนึ่งในนักบินอาคาน่าและเป็นคู่หูของโคกิ รีบพุ่งตรงเข้ามาหยุดทั้งคู่ในทันที เมื่อสายตาของเธอได้เล็งเห็นคู่นี้กำลังจะมีพฤติกรรมชู้สาวเกิดขึ้น ทว่าโคกิคุงผู้มีหัวใจอันใสซื่อบริสุทธิ์กลับไม่เข้าใจการกระทำนั้นจึงได้เอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา

"ทะ ทำอะไรน่ะชิเอล... ก็แค่พาคุณอุชิโอะเข้าห้องเท่านั้นเองนี่!?"

ว่ากันว่าผู้ชายนั้นมีกันอยู่แค่สองประเภท คือฝ่ายที่เจ้าเล่ห์หลอกล่อสาว ๆ ให้ติดกับแล้วขย้ำ เรียกสั้น ๆ “เสือผู้หญิง” กับฝ่ายที่ซื่อบื้อซะจนไม่รู้เรื่องอะไรต่อมิอะไรเลย เรียกง่าย ๆ ว่า “เจ้าทึ่ม” โคกิคุงคงอยู่ในจำพวกประเภทที่สองอย่างแน่นอนที่สุด

"อะไรกันเนี้ย!!? สองคนนั่นไปถึงขั้นนี้แล้วงั้นรึ!!? วู้ว!! ร้อนแรงไม่เบานี่หว่า"

เอลฮาวด์ เวล เซเวรัสหรือฉายาที่บรรดานักบินในกองกำลังสมญานามให้นั้นคือ “ไอ้บ้าเอล” ปรากฏกายออกมาจากไหนก็ไม่ทราบตรงรี่เข้ามาแหย่ชิเอลจังราวกับว่าเตี้ยมกันมาไว้ก่อนแล้วยังไงยังงั้น

"ถึงขั้น....คะ โคกินี้นายทำอะไรย้า!!!!!" เกจความโกรธผนวกกับเกรดความหึงหวงของชิเอลเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นจนเข้าใกล้ขั้นลิมิตเบรค ฟาลินที่ขี่คอเอลอยู่ก็พูดขึ้นมาบ้าง

"อูๆ สนิทกันถึงขั้นนั่น ขั้นนั่น!"

ถึงจะเป็นคำพูดแบบเด็ก ๆ แต่รูปร่างของคนพูดกลับขัดแย้งกันมันยิ่งตอกและย้ำราวกับเครื่องตอกหมุดกระแทกย้ำ ๆ ไปหลาย ๆ ครั้ง ชิเอลยิ่งเดือดดาลกว่าเดิมจนท้ายที่สุดชิเอลก็เปิดโหมดโอเวอร์ลิมิตของตัวเธอออกมาจนได้ขณะที่ชะตากรรมของโคกิเริ่มใกล้ขอบเหวนรกไปทุกขณะ อีกฝากหนึ่งของยานเรดฯภายในโรงอาหารของยานโรจิส ไกด์ ฟีรีน่าและกลุ่มของผู้หมวดเอ็กส์กำลังสนทนากันอยู่

"ได้ข่าวมาว่าระยะนี้บอนล์เองก็เข้าโจมตีดัลลิอาต้าบ่อยขึ้น ผู้หมวดเอ็กส์...คงอยากจะรีบกลับไปที่ดัลลิอาต้าเร็ว ๆ แล้วสินะคะ?"

โรจิสเอ่ยถามผู้หมวดเอ็กส์ที่นั่งตีสีหน้าเคร่งขรึมก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ พร้อมเอ่ยต่อทันที

"ถึงจะอยากกลับแค่ไหน  ...แต่ว่าพวกเราเองก็ไม่สามารถทิ้งกองกำลัง TSC ไปได้ เพราะนี่เป็นพระบัญชาที่ได้รับมาจากองค์ราชาโดยตรง ดังนั้นพวกเราไม่อาจจะขัดขืนพระบัญชาได้ แต่ยังดีอยู่อย่างหนึ่งที่ตอนนี้กองกำลังป้องกันตัวเองของดัลลิอาต้าก็ยังต้านทานไหวอยู่"  เมื่อได้ยินแบบนั้นไกด์ที่นั่งฟังอยู่ก็ไม่สามารถจะเก็บความรู้สึกเอาไว้ได้อีกต่อไป

"บอนล์....มันคิดจะโจมตีพันธมิตรของพวกเราเพื่อกดดันสินะ...สกปรกที่สุด!!!" ไกด์สบถออกมาพร้อมกับลุกขึ้นยืนก่อนจะเอ่ยออกมาว่าด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ถ้าซ่อมบำรุงเสร็จแล้วยื่นเรื่องให้ไปช่วยที่ดัลลิอาต้ากันเถอะครับ!" เด็กหนุ่มเสนอความคิดพลางกวาดสายตามองทุกคนในที่แห่งนี้เพื่อหาแนวร่วมความคิด

"นั่นสินะ ดัลลิอาต้าเป็นพันธมิตรของพวกเรา เพราะงั้นน่าจะมีเหตุผลพอที่จะเดินทางไปช่วย!"โรจิสเห็นด้วยกับความคิดของไกด์ แต่ก็ทว่าผู้นำแห่งหน่วยเรจไวเวิร์นกับค้านทันที

"ฉันไม่เห็นด้วยน่ะ ตอนนี้ดัลลิอาต้ายังป้องกันตัวเองได้อยู่ ถ้าโดนโจมตีหนักๆล่ะก็สมควรไป แต่ถ้ายังไม่มีอะไรร้ายแรงล่ะก็ เราควรจะใส่ใจกับการโจมตีฐานที่มั่นของบอนล์จะดีกว่า"

"ไม่คิดเลยนะเนี้ยว่าหัวหน้าจะตอบแบบนี้น่ะ...แต่ว่าไงก็ว่าตามครับ!"

มิเกลที่กำลังกินอาหารอยู่ ยกไม้ยกมือเห็นด้วยกับความคิดของเอ็กส์ในทันที ตามปกติแล้วการยกไม้ยกมือแบบนี้ส่วนใหญ่จะใช้ตอบรับว่าเห็นด้วยแต่ก็มีบางกรณีที่ความหมายต่างออกไปซึ่งนั่นก็กำลังเกิดในอีกที่หนึ่ง...

ลาร์ค ฟูอันที่ได้รับการปล่อยตัวจากกรงชั่วคราว ไม่สิน่าจะเรียกว่าถูกบังขับคู่เข็ญ ฉุดกระชากลากถูให้มาช่วยทำงานเช็คสต็อกสินค้าอยู่นั้นกำลังงงแกมหวาดระแวงในพฤติกรรมของเมเดอร์ลีน ผู้ที่ไลล่าส่งมาให้เฝ้าระวังเขาอยู่...  จะว่าไปแล้วการที่ปล่อยให้หนุ่มสาวอยู่กันลำพังสองต่อสองแบบนี้ทำไมไม่เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญ อย่างเช่น การหลบหนี การจับตัวประกัน หรือการจับกด เกิดขึ้นในภาวะทางสะดวกโยธินแบบนี้สำหรับลาร์คแล้วมันมีเหตุผลอันสำคัญยิ่งที่ทำให้ความคิดทั้งหมดที่กล่าวมาด้านบนเป็นหมันในทันตาอยู่น่ะสิ

"ยกมือทำไม?" ลาร์คอดไม่ได้ที่จะถามเมื่อเห็นการกระทำที่ไม่อาจเข้าใจความหมายได้โดยการมองด้วยตาเปล่า

"ถ้ามีคำถามก็ต้องยกมือถามสิ มันเป็นมารยาท....ฉันกับนายไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันถึงขนาดถามโดยไม่ต้องยกมือได้"

พฤติกรรมจงใจตีตัวออกห่างของเมเดอร์ลีนต่อลาร์คนี้ช่างน่าหดหู่พอ ๆ กับขบขันเลยแฮะ นี้สินะที่เขาเรียกตลกร้ายน่ะ...

"ละ แล้วจะถามอะไร?" ลาร์คเหงื่อตกเพราะไม่อาจคาดเดาพฤติกรรมแม่สาว S คนนี้ได้เมื่อเมเดอร์ลีนก็เอามือลงแล้วเอ่ยถามทันที
"ในลิสเสบียงเนี่ยนายเป็นขีดฆ่าซื้อมาครบตรงรายการเนยออกรึเปล่า?"

"ปล่าว" ลาร์คตอบทันควันเพราะเขาไม่ทราบเรื่องดังกล่าวด้วยความสัตย์จริงแต่อนิจาด้วยความที่ว่าเป็นเชลยศึกอะไร ๆ มันก็ไม่ง่ายทั้งนั้

"โกหก!!!  นายคิดจะยักยอกเนยไปกินคนเดียวสินะ! สมเป็นวิธีการของพวกบอนล์จริงๆ!"

ว่าแล้วเมเดอร์ลีนก็หยิบแส้ออกมาเตรียมฟาดใส่ลาร์ค....ถึงจะเป็นเหตุผลที่แสนโค-ตะ-ระ ไร้สาระมาก ๆ ก็ตามแต่ถ้าลงอีหรอบนี้คงได้แต่แถหลบแส้เอาเท่านั้นแหละน่า

"ฉันจะโกหกไปทำไมล่ะ!!...อีกอย่างถ้าจะยักยอก ฉันยักยอกขนมปังแทนไม่ดีกว่ารึไง!? มีเหตุผลหน่อยเถอะน่า"

แต่แน่นอนว่าคำแถของลาร์คคุงนั้น... ไร้ค่า.......

"เบื่อซะแล้วล่ะ...ถ้าไม่มีขนมปังกิน ก็กินเค้กแทนซะสิ!!!"

โดนเมเดอร์ลีนบอกปัดไปอย่างไร้เยื้อใยเหลือเกินแถมยังเอาประโยคสุดฮิตของพระนางมารีอังตัวเนตมาเล่นมุขใส่เสียอีก...ว่าแล้วลาร์คก็ต้องวิ่งหนีแส้ของเมเดอร์ลีนตามระเบียบ ชาเพ็นที่มาขนยากับผ้าพันแผลซึ่งยืนมองดูเหตุการณ์อยู่ตั้งแต่ต้นจนจบก็ได้แต่คิดขึ้นมาในใจว่า

(ไม่เข้าไปยุ่งจะดีกว่าแฮะ ว่าแต่กัปตันไลล่าเป็นคนแก้รายการนั่นสิน่ะ....แต่ทำไปทำไมล่ะ...)

>>>What Next On The Day of Guardian?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 29, 2010, 09:54:58 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า
SrwKung
Nadesico Crew
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 29, 2010, 09:55:11 PM »

[Episode 10 - The Day of Guardian –] [2]

---------------------

กลับมาทางด้านรัตน์คุงที่ต้องเดินทางออกมาซื้อเนยจำนวนนึงในเมืองตามคำสั่งของกัปตันไลล่า

"สงบสุขจริงน่ะ ทั้งๆที่พึ่งเกิดสงครามมาได้ไม่นานแท้ๆ หรือเป็นเพราะว่าคนที่นี้ชินกันแล้วรึเปล่า?"

รัตน์คุงสงสัย ในตัวเมืองเองนั่นแม้จะไม่อยู่ติดกับฐานทัพมากนัก แต่ก็ถือว่าอยู่ใกล้กันพอสมควร หลังจากโดนเปลี่ยนขั้วอำนาจจากบอน์ลมาเป็น TSC แล้ว คนใน

เมืองนี้ก็ต่างดูไม่ทุกข์ร้อนอะไรเท่าไร แถมยังดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติเสียอีก

"ว่าแต่ว่า...น่าแปลกแฮะเนยไม่พอแบบนี้แถมสั่งให้มาซื้อร้านสะดวกซื้อแทนที่จะสั่งให้ร้านไปส่งให้ในฐาน...กัปตัน...วางแผนอะไรอยู่กันน่ะ หรือว่ามีสถานที่อยากให้เรามาเจอ?"รัตน์ครุ่นคิด ขณะเดินข้ามถนนไปแบบเฉื่อยๆ ไม่นานนักเขาก็รู้สาเหตุ...อีกฝากของ

ฝั่งถนนมีสนามเด็กเล่นเล็กๆตั้งอยู่นั่นเอง

"อยากให้มาเห็นสิน่ะ...เฮ่อ...กัปตันนี้ก็จริงๆเลย"ถึงปากจะบ่นแต่รัตน์คุงก็ตัดสินใจเดินเข้าไปในนั่นดู ไม่ใช่สถานที่เดียวกับในความทรงจำของเขาหรอก มันก็แค่สนามเด็กเล่นเล็กๆทั่วไป แต่พอเห็นบรรดาเด็กทั้งหลายในนี้มันทำให้เขารู้สึกหดหู่ไม่ได้ นั่นก็เพราะว่า

ยังอยู่ในช่วงของสงคราม บางวันพวกเขามาเล่นกันตามปกติอาจจะโดนลุกหลงจากการต่อสู้ฆ่าตายก็เป็นได้

"นี้ๆ พี่ชายเป็นทหารเหรอครับ?"หนึ่งในเด็กๆตรงรี่เข้ามาถามรัตน์....ไม่นาน พอเหล่าเด็กๆในสนามเด็กเล่นเริ่มสังเกตุเห็นรัตน์คุงในชุดเครื่องแบบก็พาตามมาออรอบตัวของเขา

"อืม...TSCน่ะ"รัตน์ตอบไปเรียบๆแต่เพียงแค่นั่นเหล่าเด็กที่ล้อมเข้าอยู่ก็ดีใจกันยกใหญ่ราวกับเหมือนเจอดาราไม่ก็ปาน

"โอ สุดยอดเลยTSCเหรอครับ!"

"พี่ขับหุ่นที่ปล่อยพลังเป็นแสงใหญ่ๆตัวนั่นได้ใช่เปล่า?"

"ในนั่นมีหุ่นกี่ตัวน่ะครับไม่เคยเห็นมาก่อนเลย?"

แล้วอีกบรรดาสารพัดคำถามของเด็กๆที่ทำเอารัตน์ พรมอนันต์หน้ามืดเกือบจะเข่าจับล้มสลบ นี้สิน่ะความไร้เดียงสาของเยาวชน...บางทีคนที่เป็นผู้ใหญ่พอมาเจอพายุคำถามของเหล่าเด็กๆแล้ว ก็พลอยทำให้ลืมเรื่องที่จะตอบพูดอะไรไม่ถูกเหมือนกัน

แต่ก็ใช่ว่ารัตน์คุงจะได้รับการปฎิบัติแบบนี้กับเด็กทุกคนๆ เขาสังเกตุได้ว่าเด็กหนุ่มในชุดฮู๊ดสีเขียวที่ดูร่าเริงในกลุ่มเพื่อนที่สุดในตอนที่เขาเดินเข้ามานั่นสีหน้าดันพลันเปลี่ยนเป็นชิงชังกับห่อเหี่ยวในทันทีเมื่อได้ยิน...

ถ้าเป็นเมื่อก่อนรัตน์คุงคงจะทำเป็นไม่ใส่ใจเด็กคนนั่นเพราะรัตน์คุงสามารถคาดเดาสาเหตุของความเศร้าหมองนั่นได้เป็นอย่างดีแต่ปัจจุบันนั่นไม่ใช่...

"เป็นอะไรรึเปล่า?"รัตน์คุงตัดสินใจเดินเข้าไปเอ่ยถามเด็กผู้ชายคนนั่นแต่สิ่งที่ได้ตอบรับกลับมาก็คือ...

"อย่ามายุ่งน่ะ!"ว่าแล้วเด็กน้อยก็ผลักตัวรัตน์ออกไปให้พ้นจากด้านหน้าตัวเองแล้วออกวิ่งหนีไปจากสวนสาธารณะ รัตน์คุงที่ยังคง งง งวยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่นั่นได้เด็กอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆเข้ามาอธิบายว่า

"พ่อของฮีทคุงน่ะ เขาเป็นทหารบอนล์น่ะครับแล้วก็พึ่งตายไปเมื่อตอนสงครามครั้งล่าสุดที่ผ่านมานี้เอง..."

"งั้นเหรอ..."รัตน์ตอบรับนิ่งๆ นั่นสิน่ะจะไม่ชอบหน้าเขาก็เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อคิดได้ดังนั่นรัตน์คุงจึงเผลอถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว

"แล้ว...พวกเธอไม่เกลียดฉันบ้างเหรอ?"รัตน์หันกลับไปถามกลุ่มเด็กๆที่มุงรายล้อมเขาอยู่

"ไม่หรอกครับ TSCเท่กันจะตาย!"หนึ่งในกลุ่มเด็กๆเอ่ยตอบ

"ใช่ๆ พวกบอนล์น่ะมีแต่คนไม่ดีคนไม่ดีสมควรจะตายไปก็ถูกแล้วไม่ใช่รึครับ พี่เองก็เป็นคนดีนิน่า"

"หุ่นของTSCน่ะเท่ๆกันทั้งนั่นเลยนิครับ พวกผมเลยชอบไง"

หลังจากฟังคำตอบจากบรรดาเด็กๆที่รายล้อม รัตน์คุงก็เผลอคิ้วกระตุกออกมาโดยไม่รู้ตัว

---------------------

"เฮ่อ...."ลูน่าวาเลนทิสเองก็กำลังถอนหายใจออกมาอยู่เช่นกัน นั่นก็เพราะงานซ่อมบำรุงที่ทำมาสองอาทิตย์ที่แล้วยังไม่มีวี่แววจะหมดซะที...เธอไม่ใช่ช่างหลักของกองกำลังTSCก็จริงแต่เวลาที่ช่วยได้ควรช่วยแบบนี้เธอก็อาสาช่วยซ่อมโดยไม่ขัดแต่นอกจากหุ่น

ในฮาเซลแล้วหุ่นในกองกำลังตัวอื่นๆนี้สิ รายการซ่อมมันเยอะซะจนหัวหมุนไปหมด นี้ขนาดเธอแค่มาช่วยงานน่ะเนี่ย...

"ขอโทษที่ต้องให้เหนื่อยน่ะ ลูน่าจัง"ดร.เฟอร์เดอริก้า อัลคาบาโน่หรือเฟรดริกเดินเข้ามาในโรงเก็บพร้อมกับบุหรี่ที่อยู่ในปากก่อนจะส่งลิสอุปกรณ์ที่เธอขอไปให้

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณเฟรดริก ช่วยๆกันจะได้เสร็จเร็วๆไงค่ะ!"ลูน่าตอบพร้อมกับชูไขควงโชว์ว่าเธอยังไหว

"เธอไม่ได้เป็นแค่ช่างอย่างเดียวแต่ยังเป็นนักบินด้วยน่ะ ห่วงสุขภาพตัวเองบ้างก็ดี"แต่พอเฟรดริกเอ่ยไปแบบนี้ก็โดนลูน่าตอกกลับมาทันทีเลยว่า"คุณเฟรดริกเอง ถ้าเลิกสูบบุหรี่ก็จะดีต่อสุขภาพของตัวเองเหมือนกันค่ะ"

"แต่จะว่าไปลูน่า ได้ยินมาว่าพนักงานใหม่ที่จะมาประจำแทนคนเก่า ย้ายมากันแล้วสิน่ะ แผนกช่างคนก็เพิ่มอยู่โข ฉันกำลังตามหาคนคนนึงอยู่น่ะ..."เฟรดริกเปลี่ยนเรื่องพูดพร้อมกับเอ่ยถาม ลูน่าทำหน้าฉงนเล็กน้อยก่อนจะถามกลับไปว่า"คนที่หานี้ใครหรือค่ะ? พอ

ดีฉันเองก็ได้เจอช่างใหม่ที่มาประจำการอยู่คนสองคนเหมือนกัน"

"ออ รายนั่นชื่อว่าเซตะน่ะ เซตะ มินามิอิ...."เฟรดริกเอ่ยพร้อมหรี่ตาลงไม่ใช่สายตาแห่งความเป็นมิตรแต่เป็นสายตาแห่งความสงสัย เธอมีอะไรสักอย่างกับคนคนนี้แน่ๆเลยสิน่ะ

---------------------

"ไม่ฆ่าก็จะถูกฆ่า โลกที่สงบสุขต้องมีผู้เสียสละ...งั้นเหรอ?"รัตน์พึมพำขณะแกว่งชิงช้าเบาๆไปมา เขายังคงอยู่ที่สนามเด็กเล่นที่เดิมเมื่อครู่ แต่บรรดาเด็กๆที่มารุมล้อมหายหมด...ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะว่าตอนนี้ฝนกำลังตก บรรดาเด็กๆไม่เว้นผู้ใหญ่เลยรีบหาทางกลับ

บ้านไม่ก็หาที่หลบฝนกันถ้วนหน้าจะมีก็แต่รัตน์นั่นแหละที่ยังคงนั่งอยู่บนชิงช้าแล้วก็แกว่งไปแกว่งมาท่ามกลางเม็ดฝนที่โปรยปราย

รัตน์ไม่ได้อยากจะเล่นน้ำฝน แต่เขาก็แค่มีอาการทางจิตเล็กๆอย่างที่ไลล่าว่า ตอนนี้เขากำลังสับสนอยู่ลึกๆถึงสิ่งที่ทำอยู่ ถึงสิ่งที่เขาต้องต่อสู้...และนึกถึงผลลัพท์ที่เกิดจากสิ่งเหล่านั่น

"รู้สึกเหมือนมันไร้ความหมายเลยแฮะ.....โลกเราจะน่ากลัวขึ้นทุกวันทุกวันแล้วสิน่ะ"รัตน์ยกมือขวาของตัวเองขึ้นมาดูระหว่างที่พูดเขารู้สึกเหมือนกับว่ามือของเขาเปื้อนคราบเลือดที่เช็ดไม่ออกอยู่รัตน์คุงพยามเอามืออีกข้างเช็ดแต่มันก็ยังคงไม่ออก...แม้มือข้างนี้จะ

เปียกฝน เลือดเหล่านั่นก็ยังคงติดตาตรึงอยู่ที่มือของเขา

"มันไม่ถูกเอาซะเลย เราไม่ใช่คนดี กองกำลังTSCไม่ใช่คนดีขนาดนั่น พวกเราเองก็ต้องประหัตถ์ประหารคนอื่นเพื่ออุดมการณ์ไม่สิคนที่เราคิดว่าเป็นส่วนมากเหมือนกัน โลกเราน่ะไม่มีอะไรตัดสินดีเลวได้ เพราะว่าพวกเขาเป็นเด็กเลยไม่เข้าใจแต่ว่า...การที่ใครสัก

คนต้องร้องไห้เพราะเสียคนสำคัญไป แต่คนอื่นกลับไม่เห็นค่าของคนคนนั่น...ไม่...เรื่องแบบนี้มันไม่ถูกต้องไม่ใช่รึไง!!!"รัตน์คุงคำรามออกมาพร้อมกับลุกขึ้นยืนท่ามกลางสายฝน

"ไม่มีใครสามารถจะทวงความยุติธรรมให้กับทุกคนได้ เรารู้เรื่องนั่นดีแต่ว่า...แต่ว่า อย่างน้อยๆเราก็ไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้นิน่า...เราจะสู้ไปเพื่ออะไรล่ะ...ถ้าคนที่เราควรปกป้องไม่เห็นคุณค่าของความสูญเสียที่พวกเราต้องเอามือของตัวเองเปื้อนเลือดแลกมัน

มา"รัตน์คุงเอ่ยต่อก่อนจะทิ้งเข่าลงไปกับพื้นโคลนใต้ขา

ภาพในอดีตของเขาลอยขึ้นมาซ้อนทับ หลายสิบปีก่อนเขาเคยมาเล่นที่สนามเด็กเล่นแบบนี้ ด้วยความคึกคะนองแบบเด็กๆเลยตะโกนออกไปเลยว่า

"ไม่ต้องห่วงน่า! ฉันสัญญาเลย ถ้าทุกคนมีอะไรเดือดร้อนล่ะก็ฉันจะช่วยแน่นอน!!"

"ตอนนั่นเราหลงคิดไปว่าเราสามารถทำได้หลายๆอย่าง สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรต่างๆที่มันไม่ถูกไม่ควรได้ กระโดดเตะหน้าอัธพาลประจำห้อง พาเด็กที่อายุอ่อนกว่าไปส่งบ้าน...แต่ว่า...เพราะว่าเราหลงระเริงคิดว่าเราทำได้ ท้ายสุดแล้วตัวเราเองก็ยังทำอะไรไม่

ได้เลย...ทั้งพี่สาว ทุกคนที่เราเคยสัญญาไว้ ต่างก็โดนอุบัติเหตุครั้งนั่นฆ่าตายกันหมด เรื่องแบบนั่นฉันไม่อาจจะปกป้องใครได้เพราะเหตุจำเป็นฉันรู้ดี...แต่ว่า...แต่ว่า ทำไมในเมื่อเป็นแบบนั่นฉันถึงไม่ตายไปด้วยล่ะ?"รัตน์ยิงคำถามใส่ตัวเองพร้อมกับเงยหน้ามอง

ท้องฟ้าเขาไม่เคยเชื่อถือเรื่องพระเจ้าแต่ตอนนี้เขาปรารถนาให้ท่านหรือไม่ก็ท้องฟ้าตอบคำถามของเขามา...แต่ไม่มีเสียงใดๆนอกจากเสียงเม็ดฝน

"ฉันที่มีชีวิตรอดมาได้...ก็ต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งฮิเมะ ทั้งซาโยะ ทำไม...ทำไมฉันถึงทำอะไรไม่ได้เลย ทางออกที่ดีที่สุดย่อมปรากฎออกมาเสมอ...แต่ไหนล่ะ ทางออก!!! บางทีฉันอาจจะเป็นคนฆ่าพ่อของฮีทคุงก็ได้ เพราะงั้น...เพราะงั้นอย่ามา

เรียก ฉันว่าเป็นคนดีเลย...ฉันน่ะ ฉันน่ะ......."รัตน์คุงหยุดพูดไปเสียก่อน จู่ๆเสียงของเขาก็หายไป...เขาหมดแรงที่จะพูด หมดแรงที่จะลุกขึ้นและหมดแรงที่จะทำอะไรต่อแล้ว ในขณะที่รัตน์คิดจะทิ้งตัวลงกับพื้นโคลนเพื่อนอนสลบไสลไม่สนใจอะไรนั่น ก็มีสิ่งหนึ่ง

ที่มาเบรกความคิดของเขาเอาไว้

"คุณรัตน์ พรมอนันต์สิน่ะค่ะ?"

"เธอ?"รัตน์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย...หญิงสาวในชุดเครื่องแบบโอเปอเรเตอร์ของกองกำลังTSC ผมสีดำยาวลงมาถึงก้น ผูกปลายผมด้วยเชือกเล็กๆสีแดงเลือด ไว้ผมแสกกลางเล็กๆจนเกือบจะคล้ายๆหน้าม้า สองมือของเธอถือร่มสีแดงราวกับเลือดอยู่...แน่นอนว่าร่ม

นั่นยื่นมาทางรัตน์บังฝนให้เขา...

"กัปตันไลล่าสั่งให้มาตามค่ะ คุณไปซื้อของแล้วหายไปนานมาก กัปตันเลยส่งฉันมาตาม..."หญิงสาวคนนั่นพูดเรียบๆรัตน์สังเกตุไปที่ใบหน้าของหล่อน...ดวงตาสีทองสกาวอยู่ภายใน ห้อมล้อมไปด้วยสีดำจางๆ ถ้าให้พูดบรรยายแบบที่คนทั่วไปร้องอ้อกันล่ะก็ หน้า

ตาของเธอดูเหมือนจะโกรธเกรี้ยวอยู่ตลอดเวลาน่ะสิ เหมือนไม่น่าคบหา ไม่น่าเข้าใกล้... แต่รัตน์คุงรู้สึกแปลกๆกับดวงตาของเธอ อาจจะเป็นเพราะแสงเริ่มน้อยลงแล้วเริ่มมืดเขาเลยสะดุ้งกับตาดุๆของเธอได้ไม่นาน แต่ที่สำคัญ รัตน์รู้สึกคุ้นเคยกับดวงตานี้อย่าง

ประหลาด แถมยังรู้สึกว่าดวงตานี้ซ่อนอะไรเอาไว้อยู่...

"ขอบคุณมาก...เธอคือ?"รัตน์ยังคงไม่ทิ้งคำถามเดิม ขณะที่ลุกขึ้นยื่น แล้วสบตามองหน้าหญิงสาวตรงๆ

"เมนโอเปอเรเตอร์ประจำยานบลูกาแลคเซียแองเจิลที่พึ่งเข้ามาประจำการค่ะ"เธอตอบรัตน์อย่างฉะฉาน แต่แค่นี้ก็ยังไม่ใช่คำตอบที่เขาต้องการอยู่ดีนั่นแหละ

"ฉันหมายถึง...ชื่อน่ะ? ชื่อของเธอ?"หญิงสาวนิ่งเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยออกมาว่า

"ราธค่ะ"

>>>What Next On The Day of Guardian?
บันทึกการเข้า
Replikia
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 575



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2010, 12:58:40 AM »

[Episode 10 - The Day of Guardian –] [3]

------------------------

ตัดกลับมาที่การประชุมวางแผนป้องกันนั้นสภาพในห้องประชุมยังคงเงียบกริบ ทุกคนนิ่งเงียบราวกับว่าแต่ละคนนั้นต่างคิดคำนึงทบทวนแผนของตนโดยละเอียดอยู่ ถึงแม้ว่าแผนในเชิงการจัดการตั้งรับจะไม่ได้หลากหลายเท่าการรุก แถมยังเป็นการตั้งรับแบบที่ไม่รู้ว่าจะถูกโจมตีตอนไหนเสียอีก ทว่าก็มีอยู่หนึ่งคนที่ดูท่าว่าจะมีเรื่องอื่นให้คิดมากกว่าเรื่องนี้ ตัวแทนของบ.ร่ำรวย ป้องนั้นกำลังเช็คตลาดหุ้นอย่างจอจ่อ....

"ถ้าแค่จะเช็คหุ้นไปทำข้างนอกห้องก็ได้นะคะ" เอเล่พูดต่อว่าพลางจ้องเขม็งไปที่ชายในชุดสูท ทั้งๆที่อากาศร้อนแบบนี้และ.....ยังเป็นที่ประเทศไทยเสียอีก ถึงในห้องจะมีเครื่องปรับอากาศก็เถอะ แต่ใส่สูทแบบนี้มันก็นะ

"การจะดำเนินแผนการอะไรก็ตามแต่จำเป็นต้องมีเงินทุนไม่ใช่หรือไงคุณหนู~ ไม่มีเงินซะอย่างก็ทำอะไรได้ไม่มากหรอกนะ แค่การซ่อมแซมยานเรดที่เสียหายอย่างหนักนี่.... ก็ใช้เงินไปเยอะพอตัวเลยล่ะนะ" ป้องพูดพลางเก๊กหน้าหล่อ.. ถึงไม่รู้ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม เพราะยังไงเขาก็เช็คหุ้นตลอดอยู่แล้วนี่นา

"ตรงส่วนนั้นก็ขอโทษนะคะที่ช่วยอะไรไม่ได้" เด็กคนเดียวในกลุ่มคือเครโอ้พูดขึ้นมา ซึ่งคงเพราะการที่เธอเป็นเด็กนั้นอาจจะส่งผลให้คิดเล็กคิดน้อยในเรื่องแบบนี้ก็เป็นได้ ซึ่งดูแล้วเธอเป็นคนที่ไม่น่าจะอยู่ในห้องประชุมที่สุดหากไม่ใช่องค์หญิงของเฟทเกท ส่วนอีกสองคนก็คงเป็นคาลิสและเวราโด้นี่ล่ะ เพราะทั้งสองคนต่างเป็นคนจากโลกอื่นด้วยกันทั้งคู่ แม้จะเอ่ยปากช่วยแต่ก็เป็นเรื่องที่แปลกอยู่ดีในเทื่อถ้ามองจากคนนอกแล้วพวกเขาช่วยทั้งที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอันใด แต่ถ้าว่ากันจริงๆ คนที่ไม่ควรอยู่ในห้องนี้ที่สุดก็คือเรเน่ อันที่จริงหล่อนก็ไม่ควรมานั่งอยู่ในที่แห่งนี้ด้วยซ้ำ แต่เพราะเงื่อนไขข้อหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ทุกคนจึงต้องจำใจให้มานั่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งคงที่ไปตกลงเงื่อนไขคงไม่พ้นลูคัสในฐานะอดีตบอล์นนั่นล่ะ

"ถ้าเป็นเรื่องของเงินดิฉันก็พอจะหาทางช่วยได้ ไว้จะลองดูละกันค่ะ" เอเล่พูดเสนอตัวเองขึ้นมาอีกคน แม้ว่าจะไม่สามารถหาเงินได้เป็นจำนวนมากอย่างป้อง แต่แค่นั้นก็เพียงพอในฐานะที่จะช่วยเหลืออยู่แล้ว

"พักเรื่องเงินๆทองๆไว้ก่อนแล้วมาเข้าเรื่องหลักต่อไหมครับ? ก็อย่างที่เห็นว่าเราเรียกคุณเรเน่มาเป็นการพิเศษ คงจะรู้สินะครับว่าเรียกมาทำไม? ใช่ไหมครับคุณเรเน่....." ลูคัสหันไปมองเชลยศึกคนเดียวที่อยู่ในห้อง เธอทำหน้าไม่ต่างจากสาวติดบุหรี่ที่ไม่มีบุหรี่ให้สูบ ซึ่งก็คงเป็นเพราะแส้ม้าที่เธอมักถืออยู่ตลอดเวลานั้นโดนริบไปนี่ล่ะ แถมโดนใส่กุญแจมืออยู่อีก

"นี่นายจะสุภาพกับเชลยไปทำไมตาแว่น เป็นเชลยแถมเป็นคนของบอล์นอีก" เสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้นมาจนทำให้หนุ่มแว่นรู้สึกปวดหัว จะมีซักกี่คนล่ะที่พร้อมจะหาช่องแย้งเขาทุกคำพูดได้นอกจากแบตเทิลคนนี้หรือ คงไม่มีหรอก..คิดว่านะ

"ผมก็เคยเป็นคนของบอล์นล่ะน่า.... แล้วก็ผมก็มีชื่อครับ ลูคัส เจเนเซียครับ" ลูคัสบ่นอุบแล้วหันกลับไปหาเรเน่อีกครั้งหนึ่งโดยมีแบตยืนจ้องแบบไม่พอใจไปที่เรเน่ด้วยอีกคน

"ไม่รู้ย่ะ..." ผู้บัญชาการสาวแห่งฐานทัพไทยประจำกองกำลังบอล์นตอบปัดพลางหันหน้าไปอีกทางโดยไม่สบตาทั้งคู่ซึ่งก็เริ่มจะทำให้คนอื่นๆในห้องหัวเสียขึ้นมา แต่ก็ยังไม่มีใครแสดงออกเว้นแต่ไลล่าที่รู้สึกได้ว่าแบตเทิลกำลังไม่พอใจอย่างหนักแต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

"คุณเป็นคนยื่นข้อเสนอเองนะครับว่าจะยอมบอกถ้ามาที่ห้องประชุมสถานการณ์"

"นี่นายเชื่อศัตรูด้วยรึไงยะ!" แบตหันไปตระโกนใส่หน้าลูคัสทันทีที่ได้ยินเขาพูดจบ เงื่อนไขแบบนี้มันไร้สาระชัดๆ แล้วยิ่งคนระดับกุนซือเชื่อเรื่องแบบนี้ยิ่งดูไม่เข้าท่าไปใหญ่

"ผบ.ประจำฐานทัพประเทศไทย เรเน่ เรนฟลาวเวอร์ ที่ผมรู้จักเป็นคนที่เชื่อในบอล์นเป็นอย่างมาก ถึงอย่างนั้นก็เป็นคนที่มีความถูกต้องอยู่เต็มอก ผมเลยคิดว่าเราคุยกันได้ครับ... ถึงแม้จะเป็นแค่เรื่องที่เคยได้ยินก็เถอะเพราะผมพึ่งเจอตัวจริงก็ครั้งนี้เหมือนกัน" ลูคัสเริ่มด้วยไม้อ่อน จากที่เขาเคยอยุ่บอล์น เท่าที่ได้ยินเรเน่ก็เป็นคนอย่างที่พูดไป แต่ว่าจะจริงซักกี่ส่วนกันนะ เรื่องทุกเรื่องนั้นเมื่อผ่านปากต่อปากกันเรื่อยๆแล้วมูลความจริงมักหดหายไปเรื่อยๆซะด้วยสิ

"ฉันไม่พูดแล้วใครจะทำไมล่ะ คนทรยศ หรือต่อให้พูดฉันอาจจะพูดเรื่องโกหกก็ได้นะ.." เรเน่กัดฟันพูดพร้อมเน้นเสียงสองคำสุดท้ายอย่างหนักแน่นแล้วมองดูคนทรยศผู้นั้นด้วยสายตาเหยียดหยาม ดูท่าว่าเรื่องที่เธอไม่คิดจะทรยศกองทัพเลยนั่นไม่ใช่แค่เรื่องปรุงแต่งแฮะ

"คุณเรเน่คะ คุณเองก็รู้อยู่แก่ใจไม่ใช่หรือไงว่าที่ทั้งการยิงนิวเคลียร์ใส่โคโลนี่L7 การบุกโจมตีดัลลิอาต้า การทำลายการประชุมที่ดวงจันทร์ ทั้งหมดนั่นบอล์นเป็นคนกระทำนะคะ" เอเล่มองไปที่หญิงสาวผู้เป็นเชลยแล้วเอ่ยขึ้นด้วยเน้ำเสียงไม่พอใจเท่าใดนัก ทว่าเธอก็ยังคงนิ่งเงียบอยู่เช่นเดิมจนกระทั่งป้องเอ่ยขึ้นมา

"ถ้าบอกข้อมูลมาแล้วเราตรวจสอบได้ว่าจริง คุณก็รับไปเลยนะครับ เงินที่มากกว่าที่คุณเคยจินตนาการว่าจะได้ มากกว่าที่เคยคิดเคยฝันว่าจะได้รับจากการมียศในบอล์นเลยนะครับ"

"เงินซื้อคนได้แต่ซื้อทหารที่แท้จริงไม่ได้หรอกนะ ระหว่างที่พวกนายทำแบบนี้ทางฉันคงจัดเตรียมทัพพร้อมจะมาช่วยเหลือแล้ว" เชลยสาวพูดขึ้นอย่างไม่หยี่ระด้วยศรัทธาในกองกำลังที่สังกัด ถึงแม้จะไม่สนใจว่าตัวเองจะโดนช่วยหรือไม่ก็ตาม ที่เธอสนใจมากกว่าคือชีวิตของเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนในแถบนี้เท่านั้น

".....ถ้าไม่ยอมพูดอีกละก็ ผมพร้อมที่จะลากลูกน้องคุณออกมายิงเป้าต่อหน้าคุณทีละคนทีละคนนะครับ" ลูคัสนิ่งไปพักหนึ่งก่อนพูดขึ้นมาด้วยเสียงหนักแน่นซึ่งทำให้แบต เอเล่ และเครโอ้ตกใจไม่น้อยในขณะที่คนอื่นๆเหมือนจะรู้ทันว่าเขาคิดอะไรอยู่

"เฮ้..นี่นายคิดจะทำแบบนั้นจริงๆหรือ.." แบตเทิลพูดพลางหันไปมองลูคัส แต่ทว่าเหงื่อที่ผุดขึ้นบนใบหน้าชายหนุ่มและแววตาที่ขาดความมั่นคงไปเล็กน้อยครู่หนึ่งนั้นก็ไม่พ้นที่เรเน่จะจับสังเกตได้จนเธอยิ้มกับตัวเองเล็กๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหนุ่มแว่น

"ลูกน้องของฉันทุกคนพร้อมตายเพื่อกองทัพ และฉันก็รู้ ว่านายทำอย่างที่พูดไม่ได้.. จริงไหมล่ะลูคัส เจเนเซีย"

"ผมนับถือนะครับ คุณน่ะเป็นทหารที่ดีมาก ตรงนี้ผมขอยอมรับ ใช่ ผมทำอย่างที่คุณว่าไม่ได้จริงๆ" ลูคัสหลับตาลงช้าๆพลางยกพัดขึ้นกางป้องปากเอาไว้ เขาเป็นคนยอมรับข้อเสนอของเรเน่เอง แต่ว่ากลับมาเจอแบบนี้ เขามองตื้นเกินไป และยังไม่กล้าทำในสิ่งที่พูดอีก แต่ยังไงก็ตาม ชายหนุ่มก็มีวิธีที่ไม่อยากใช้หากไม่จวนตัวเช่นกัน บุคคลที่เขาได้รับรู้มาว่าสามารถเค้นความลับคนอื่นได้ดีอย่างมีประสิทธิภาพ หากแต่ด้วยการทรมาน ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากใช้วิธีนี้เลย แต่ต้องยอมรับว่าเขากล่อมเรเน่ไม่ได้

"ฝากด้วยละกันครับคุณเวราโด้ ห้ามให้เธอตายหรือพิการล่ะ" หลังจากตัดบทจบพัดในมือถูกตวัดรวบจนเกิดเสียงลมดังพรึ่บ กุนซือมังกรหันหลังแล้วเดินออกไปจากห้องพลางกัดฟันกรอด

"อย่าได้ห่วงท่านลูคัส ข้าไม่คิดจะปลิดชีพนางหรอก อย่างดีที่สุดก็แค่ทรมานแทบเป็นแทบตายเท่านั้น" เวราโด้หันมาทางลูคัสพร้อมยิ้มอย่างมีเลศนัยซึ่งชายหนุ่มก็เข้าใจความหมายนั้นดีว่าหมายคว่ามว่ายังไงในขณะที่คนอื่นๆเริ่มมีบ้างที่คิดจะออกไปข้างนอกตามลูคัส ในขณะที่แบตนั้นกลับเป็นคนที่ลังเลที่สุด เธอเกลียดพวกบอล์น แต่จะให้เห็นคนอื่นทรมานนั่นเธอก็ไม่เห็นด้วย

"ผมรอหน้าห้อง เสร็จแล้วเรียกด้วยครับ....."

"ในฐานะที่ผมเข้าใจดีว่าสิ่งที่ท่านแม่ทัพเวราโด้จะทำนั้นมันรุนแรงขนาดไหน ผมว่าออกไปก็ได้ครับ เดี๋ยวพวกเราเค้นกันเอง" คาลิสกล่าวขึ้นด้วยท่าทีจริงจังจนเริ่มจะมีคนเดินออกไปก่อนที่องค์ราชาจะหันไปเห็นว่ากัปตันประจำยานบลูกาแลคเซียแองเจลไลล่า เรย์ อิลลูชั่น นั้นเป็นคนเดียวที่ไม่มีแม้แต่ท่าทีลังเลหรือคิดจะห้ามปรามแม้แต่น้อย ซึ่งเขาก็ตัดสินใจไม่คิดจะถามอะไร ทว่าเธอกลับเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเองแทน

"จะมาเป็นผู้นำคนอื่น ถ้ารับเรื่องแค่นี้ไม่ได้ก็ไม่สมควรมาอยู่ในตำแหน่งนี้หรอกนะคะ" ไลล่าพูดพลางหลับตาลง ในฐานะที่เธอเป็นกัปตันยาน การที่เธอจะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้นหนึ่งในสิ่งที่ต้องมีก็คือความเด็ดขาด และเธอก็มีมันอยู่แล้ว

"ข้าจะให้แม่นางเป็นฝ่ายเลือกว่า จะยอมให้ความร่วมมือกับข้าแต่โดยดีหรือต้องให้ข้ากระทำในสิ่งที่ไม่ชอบ" เวราโด้พูดขึ้นพลางจ้องมองเรเน่ในกุญแจมือ แม้เธอจะรู้ว่าไม่มีทางหนีไปได้ และยังจะเป็นการดีกว่าหากเธอให้ความร่วมมือ อีกทั้งเธอก็ไม่รู้ว่าจะทนการทรมานได้ซักแค่ไหน ทว่าเรเน่ก็ยังคงยึดมั่นในตัวเธอและบอล์นอยู่ เธอได้แต่ส่ายหัวช้าๆก่อนพูดขึ้น  ซึ่งก็เป็นคำพูดที่คนกลุ่มที่ออกไปจากห้องนั้นได้ยินเป็นคำสุดท้ายก่อนที่ประตูจะปิดลง

"ไม่..."

--------------------

เวลาผ่านไปไม่นาน เสียงน้ำที่ไหลจากก๊อกอย่างต่อเนื่องนั่นหยุดลงพร้อมกับหยดน้ำที่ไหลลงมาจากใบหน้าและเส้นผมของชายหนุ่มตกลงกระทบอ่างล้างหน้า ลูคัสใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดแว่นของตนจนสะอาดแล้วเก็บมันลงกระเป๋าก่อนจะสวมกลับเข้าไป ใบหน้านั่นเงยขึ้นช้าๆพลางมองไปที่กระจก ตาซ้ายสีฟ้านั่นเมื่อมองกลับจากกระจกแล้วมันก็กลายเป็นตาขวาของคนในกระจก ใช่ ตาขวาสีฟ้าและตาซ้ายสีดำแบบเดียวกับยัยนั่น... เพียงแค่คิดลูคัสก็กำมือจนแน่นโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว

"ตกต่ำลงไปมากเลยนะคะ นี่ล่ะน่า ที่เขาบอกว่าเพื่อนน่ะก็แค่ตัวถ่วงแข้งถ่วงขา" เสียงหญิงสาวที่ดังขึ้นมาทำเอาลูคัสถึงกับสะดุ้งแล้วหันมองไปรอบๆ ไม่ใช่เพราะว่าเป็นข้างในห้องน้ำชาย แต่เป็นเพราะเป็นเสียงที่เขาจำได้ดี เสียงของตัวเขาอีกคน หญิงสาวปริศนานาม รูเดีย เจเนเซีย

"ไม่ต้องหาหรอกค่ะ ดิฉันอยู่ตรงหน้าคุณไง" เสียงของเธอดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อมองไปในกระจกก็พบว่าเงาสะท้อนที่แต่เดิมเป็นของตนกลับกลายเป็นรูเดียไปเสียแล้วพร้อมกับตาสีฟ้าที่ส่องแสงจางๆ

"เพราะพวกนั้นทำให้คุณตกต่ำได้ถึงขนาดนี้ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปซักวันล่ะก็คงไม่ต้องถึงมือดิฉันก็อาจจะโดนฆ่าตายไปก่อนก็ได้นะคะ หุหุหุ..." เสียงหัวเราะเย้ยหยันนั่นจบลงพร้อมกับเสียงปืนดังลั่นจนภาพในกระจกมองไม่ได้รูปตามตัวกระจากที่แตกกระจายไปอย่างไม่มีชิ้นดี เมื่อลูคัสมองกลับเข้าไปในเศษกระจกที่เหลือนั่นมีเพียงตัวเขาที่ยืนชี้ปืนไปทางกระจกด้วยใบหน้าที่เกรี้ยวกราดเท่านั้นเอง

"เฮ้ย นี่ทำบ้าอะไรของนายวะเนี่ย!" ป้องที่วิ่งเข้ามาหลังจากได้ยินเสียงปืนตระโกนใส่หน้าลูคัสเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ลูคัสได้แต่เก็บปืนเข้าซองเก็บข้างเอวแล้วเดินออกมาโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆนอกจากตีหน้านิ่ง

"ไว้จะซ่อมละกันครับ"

"คะ คุณลูคัส เกิดอะไรขึ้นหรือคะ? เสียงปืนเมื่อกี๊นี้..." เอเล่ที่อยู่ฟากตรงข้ามถามขึ้นหลังจากที่ลูคัสกับป้องนั้นเดินออกมา ในเมื่อห้องน้ำอยู่ไม่ห่างกับห้องประชุมมากนักก็ไม่แปลกหรอกที่เหล่าคนที่ออกมารอข้างหน้าจะได้ยินเสียงปืนกันหมดทุกคน รวมถึงคนที่อยู่ข้างในเองก็เช่นกัน

"ก็ไอ้บ้านี่อยู่ก็ของขึ้นยิงกระจกแตกยับไปเลยน่ะสิ" ป้องโวยวายพลางหันมาจ้องลูคัสที่ทำหน้าตาเบื่อโลกอยู่ ตาสองสีนั่นจ้องกลับมาด้วยสายตาแบบเดียวกับเวลาที่เลือดขึ้นหน้าจนป้องตกใจเล็กน้อยและครู่ต่อมาสีหน้านั่นก็กลับเป็นปกติ

"ไม่มีอะไรมากหรอกครับคุณเอเล่ แค่เห็นแมลงสาบในห้องน้ำก็เลยเอาปืนมายิงทิ้งก็แค่นั้นเองล่ะ"

"นี่คิดว่าจะเชื่อหรือคะ! มีซักกี่คนในโลกที่จะเอาปืนมายิงแมลงสาปน่ะ" เอเล่วีนขึ้นมาตามนิสัยคุณหนูขี้โวยวาย ก็จริงของเธอ... ใครมันจะบ้าจี้เอาปืนมายิงแมลงสาปล่ะ ข้อแก้ตัวแบบข้แไปทีของลูคัสจึงประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ทว่าไม่ทันแม้แต่จะตั้งตัวเตรียมใจแก้ตัวต่อการบ่นชุดที่สองก็ตามมาติดๆแบบไม่เว้นช่วงให้พักหายใจ

"แบบนี้บอกเด็กไปเด็กก็ไม่เชื่อหรอกนะคะ ได้ยินเสียงปืนงี้เกิดวุ่ยวายขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ"

"ขะ....ขอโทษครับ......" ลูคัสแสดงสีหน้าไม่ถูกแล้วก้มตัวขอโทษพร้อมด้วยความสงสัยอันเปี่ยมล้นเต็มอก ทำไมเวลาโดนต่อว่าแบบนี้เขาถึงยังเถียงผู้หญิงคนอื่นนอกจากแบตเทิลไม่ได้นะ ถึงเขาจะผิดจริงๆก็เถอะ แต่รู้สึกว่าตัวเองต้องรีบขอโทษขอโพยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เลย

"แล้วทีนี้จะเอายังไงล่ะ เกิดวุ่นวายขึ้นมาบอกไปว่ายิงแมลงสาปคงจะมีคนเชื่ออยู่หรอกนะคะ นอกจากนี้..."

"ขอโทษที่ขัดจังหวะนะครับ แต่ว่าข้างในนี่เราเรียบร้อยแล้ว เชิญเข้ามาได้เลยครับ" ประตูห้องเปิดออกพร้อมคาริสที่พูดขึ้นพลางเรียกทุกคนเข้าไปข้างใน เรเน่ที่อยู่ข้างในห้องนั้นแม้จะไร้ซึ่งบาดแผล แต่จากการที่เธอนอนไร้สติอยู่กับพื้นก็ทำเอาคนที่เข้ามาในห้องตกตะลึงไม่น้อยพร้อมจินตนาการไปต่างๆนาๆว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

"เมื่อครู่พวกเราให้คนมารักษาแผลให้แล้ว ไม่เป็นไรหรอกท่านลูคัส ข้าบอกไปแล้วว่าไม่ตาย ไม่พิการตามที่ท่านขอด้วย" เวราโด้พูดพลางหรี่ตามองกุนซือหนุ่ม แม้จะไม่พอใจแต่ก็จริงอย่างที่เขาพูด เรเน่ยังคงมีลมหายใจและไร้ซึ่งบาดแผล ทว่าดูจากสภาพที่ถึงกับหมดสติแบบนี้ทำให้คนที่เข้ามารู้สึกแย่ด้วยซ้ำ

"ข้อมูลที่ได้ล่ะครับ?" ลูคัสเอ่ยปากถามพลางหันมองไปรอบๆ กัปตันไลล่าพยักหน้าให้ทีหนึ่งเป็นเชิงว่าได้ข้อมูลมาแล้วและถ้าเป็นการรับรองจากเธอล่ะก็ ทุกคนในที่นั้นรู้สึกได้ว่ามันคงไม่มีปัญหา คงเพราะว่าคนรับรองคือไลล่านี่ล่ะ ยิ่งคนที่รู้จักกับเธอเป็นอย่างดีเฉกเช่นแบตเทิลนั้นรู้ได้เลยว่าไม่มีทางมีปัญหาโดยแน่

ภาพโฮโลแกรม ณ ใจกลางห้องนั่นปรากฏเครื่องหมายมาร์คจุดต่างๆเอาไว้ ซึ่งเมื่อดูจากสภาพภูมิศาตร์แล้วแต่ละคนก็พอจะเข้าใจได้ว่าอะไรคืออะไร จุดต่างๆที่พวกเขาเห็นนั้นต่างเป็นจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ ยิ่งกับคนที่ผ่านสมรภูมิแห่งนี้มาโดยตรงนั้นจึงสามารถเข้าใจมันได้อย่างละเอียดในเวลาอันรวดเร็ว

"ที่สำคัญคือกำลังพลของพวกเราน้อยกว่ากองทัพศัตรูสินะ" เวราโด้พูดพลางมองไปที่ภาพโฮโลแกรมกลางห้อง ถึงแม้ว่าฐานทัพนี้จะตั้งอยู่ในสภาพภูมิประเทศที่ดีสามารถเข้าถึงได้ยาก เนื่องด้วยพื้นที่ทางเหนือและช่วงบนของประเทศนั้นเป็นเพียงทางเดียวที่สามารถเข้าถึงด้วยการขนส่งภาคพื้นดินได้ ส่วนทางใต้นั้นมีทะเลขนาบสองข้าง นี่ยังไม่นับแนวทิวเขาที่เป็นขอบเขตกั้นประเทศซึ่งส่งผลดีในการชะลอการบุกของศํตรูได้อีก ทว่าหากเจอการบุกจากทัพเรือมาพร้อมทำภาคพื้นละก็การจะหลบหนีก็ทำได้ยากเช่นกัน

"เรื่องอุปกรณ์เองก็ด้วยค่ะ ถึงแม้ว่าแวนการ์ดจะมีสเป็คที่สูงกว่าจาโปรน่า แต่ว่าเมื่อเทียบกันในด้านความหลากหลายล่ะก็ทางนั้นยังมีอีกมาก ถึงแม้ว่าเราจะมีเทคโนโลยีแปลกๆจากหลายกลุ่มแต่การนำมาผลิตจำนวนมากก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ" คนที่เอ่ยขึ้นต่อมาคือเอเล่นั่นเอง เธอเป็นคนที่เข้าใจดีว่าการจะได้มาซึ่งผลผลิตจำนวนมากจากเทคโนโลยีใหม่ๆนั้นยากแค่ไหน เนื่องจากประสบการณ์ในการที่มีส่วนร่วมเรื่องL-ASของลูน่าด้วย ขนาดสร้างขึ้นแค่ตัวเดียวก็ยังคงยากต่อการจะให้นักบินคุ้นเคยในเวลาอันสั้น

ทั้งห้องต่างฟังความเห็นของทั้งคู่แล้วนำมาคิดวิเคราะห็ด้วยตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง แต่ละคนนั้นต่างก็มีทั้งเรื่องที่ถนัดและไม่ถนัด ทั้งเรื่องที่รู้และไม่รู้ การจะให้ผลที่ได้ออกมาดีด้วยตัวคนเดียวนั้นเป็นไปได้ยาก และถึงดีก็คงไม่เท่ากับผลลัพธ์ที่ได้จากการช่วยกันคิด ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่ไลล่าต้องการจึงได้เรียกมาประชุมกัน ณ วันนี้ เธอเองนั้นไม่ได้คิดจะเสนออะไรขึ้นมาในตอนนี้ โดยสิ่งที่เธอทำคือการรวมรวบรับฟังความคิดของแต่ละคนแล้วปรับแต่งให้เป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด

"ถ้าปืนใหญ่นี่ซ่อมเสร็จไวๆก็คงดีนะ พวกบอล์นมาเมื่อไหร่จะสอยให้ร่วงให้หมดเลย รวมถึงระบบป้องกันตัวเองของฐานนี้ก็น่าจะเร่งซ่อมด้วย..." แบตเทิลพูดพลางมองไปที่ตำแหน่งอันเป็นที่ตั้งของป้อมปืนใหญ่อัคนีแดง รวมถึงโครงสร้างของเครื่องสร้างเกราะทับทิม เพราะแผนการณ์ถล่มป้อมแท้ๆที่ทำให้เรดกาแลคเซียถูกยิงร่วงเสียหายหนักแบบนี้

"นี่ยังไม่เลิกฝังใจอีกหรือครับ~" ลูคัสยิ้มเล็กๆที่มุมปากแล้วรีบชิงตัดหน้าก่อนที่แบตจะทันโวยอะไรขึ้นมาโดยการร่ายยาวขึ้น

"คราวที่แล้วพวกเรา ไม่สิ ผมพลาดตรงที่ไม่คิดว่าจะมีอะไรป้องกันการโจมตีของเรดได้ แต่ทว่าบอล์นกลับรู้ในเรื่องนี้ ดังนั้นถึงจะซ่อมเสร็จคงไม่มีใครมาไม้เดียวกับเรา และกลับกันบอล์นคงรู้จุดอ่อนของฐานนี้เป็นอย่างดี"

"ทั้งๆที่เป็นกุนซืออยู่บอล์นมาก่อนก็ยังไม่รู้ ไม่แน่ทหารบอล์นอาจจะโง่กว่านี้ก็ได้" กัปตันสาวพูดพลางเอาพัดป้องปากแล้วยิ้มอย่างมีชัยพลางเหล่ไปเพื่อจะมองดูท่าทีของชายหนุ่มผู้แพ้ หากแต่ทว่า....เหตุผลแพ้คนไม่แพ้......
 
"โง่กว่านี้งั้นหรือครับ นี่กัปตันว่าผมโง่หรือครับ?"

"แน่นอนสิยะ ในนี้มีกุนซือบอล์นคนอื่นนอกจากนายไหมล่ะตาแว่น?" แบตเทิลพูดเสียงสูงแล้วหันมายิ้มให้จนลูคัสในตอนนี้เกิดอาการอยากหยิบพัดออกมาฟาดกันให้รู้แล้วรู้รอดไป ทว่าลูคัสกลับได้แต่ฝืนยิ้มกับตัวเองแล้วพึมพำเบาๆ

"เย็นไว้ลูคัส..... เย็นไว้...... ไม่ต้องสนใจแม่กัปตันหนวกหูนี่......." เสียงพึมพำดังออกจากปากลูคัสที่กำหมัดแน่นนั้นแว่วไปเข้าหูแบต
ถ้าหากเป็นในการ์ตูนล่ะก็คงได้เห็นเส้นเลือดปูดขึ้นที่ศีรษะของหนุ่มแว่นและกัปตันสาว รวมถึงสายฟ้าฟาดเป็นเอฟเฟคท์ประกอบฉากพร้อมสายตาของทั้งคู่ที่จ้องกันแบบไม่ยอมใครจนเกิดลำแสงมาปะทะกันตรงกึ่งกลางดังเปรี้ยง ส่วนด้านหลังทั้งคู่เป็นมังกรและพยัคฆ์ที่พร้อมจะเข้าแลกเขี้ยวกันทุกเมื่อ..... น่าเสียดายที่ว่าคงไม่มีเอฟเฟคท์พวกนี้จริงๆหรอก

"งั้นรีบประชุมให้จบๆเลยเอาไหมยะ! เสร็จแล้วมาเจอกันซักยกหน่อยเป็นไง!" แบตตวาดใส่หน้าลูคัสพลางพร้อมเร่งให้การประชุมเร็วขึ้น ถ้าระหว่างประชุมมีแผนที่ดีๆตัดหน้าชายหนุ่ม รวมถึงจี้จุดข้อเสียแผนของหมอนี่ได้เยอๆละก็เธอจะเป็นผู้ชนะ

"ได้เสียสิครับ อย่าหนีละกันครับกัปตันแบต!" ลูคัสพูดด้วยรอยยิ้ม ถ้าเขาแค่ปล่อยไปตามปกติ แล้วแบตถามอะไรขึ้นมาก็รีบชิงตอบ
พร้อมพูดอะไรทิ่มๆไปเรื่อยๆพร้อมหาเหตุผลที่ทางนั้นเถียงไม่ได้ล่ะก็ เขาจะเป็นผู้ชนะ

"พวกพี่ๆจะทะเลาะกันแล้วค่ะ" เด็กสาวคนเดียวในกลุ่มพูดพลางมองสลับไปมาระหว่างสองหน่อที่ถือพัดไว้ในมือทั้งคู่

"สะ....สองคนนี้นี่ดุเดือดจริงๆเลยนะคะ......" เอเล่บ่นพลางหันไปหาไลล่าเหมือนจะถามว่าควรห้ามหรือไม่ ตัวแทนสองคนจากดาวโอเรนทัลเองก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไร ส่วนป้องน่ะหรือ เช็คหุ้นตามเคย

"ถ้าหากการแข่งขันแก่งแย่งชัยชนะกันจะทำให้สองคนนั่นสมองแล่นกว่าปกติก็ปล่อยไปก็ได้นะ~" ไลล่าพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทางไม่เดือดร้อนใดๆทั้งสิ้น หญิงสาวนั้นหลับตาลงก่อนกล่าวขึ้นมาอย่างทรงอำนาจจนทุกคนรู้สึกได้

"ถ้าอย่างนั้นก็ขอเชิญทุกท่านเสนอแผนการณ์ป้องกันมาได้เลยค่ะ"

>>>What Next On The Day of Guardian?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 01, 2010, 10:16:26 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

บล็อคของคนบ้าหาเรื่องใส่ตัว... แปลมันไปได้ไง(ฟระ....) http://replikia.exteen.com/
raymiel02
The Star Combatant
Talent Pilot
******
กระทู้: 204



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 01, 2010, 10:18:16 PM »

[Episode 10 - The Day of Guardian –] [4]

อุชิโอะไดอารี่ วันที่ XXX  เดือน XXX

“เป็นเวลา 2 สัปดาห์แล้วตั้งแต่ที่พวกเรายานฮาเซลเซน่อนลงมาจากยานราชินโยว์เพื่อมารวบรวมพรรคพวกเข้าป้องกันฐานทัพใหญ่ที่ประเทศไทยแห่งนี้ ซึ่งก็มีเรื่องที่น่ายินดีและน่าเศร้าปะปนกันไปพวกเราทุกคนต่างก็เสียใจกับการจากไปของคุณซาโยะแม้ว่าหนูเองจะไม่ได้สนิทกับคุณซาโยะเป็นพิเศษแต่สูญเสียสมาชิกคนสำคัญไปนั้นก็เป็นเรื่องที่่ยากจะยอมรับจริง ๆ และรัตน์คุงเองก็คงเสียใจเป็นที่สุดเช่นกันซึ่งหนูก็ได้แต่ภาวนาขอให้รัตน์คุงทำใจได้และกลับมาเข้มแข็งตามเดิมขณะเดียวกันสงครามก็ดูท่าจะเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ คุณลูน่าเองก็เถอะ..ต้องยอมรับว่าสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่พึ่งลงโลกเป็นครั้งแรกแท้ ๆ แม้ว่าตอนแรกจะอึดอัดกับสภาพที่เหมือนกับมีอะไรหนัก ๆ มาถ่วงตัวเองตลอดเวลาแต่
ปัจจุบันคุณลูน่าก็สามารถเดินเหินได้สะดวกแล้ว ตอนนี้คุณลูน่าก็รับอาสาช่วยเหลือช่างคนอื่น ๆ ในการซ่อมแซมหุ่นยนต์และยานรบที่เสียหายตลอด (ส่วนแขนที่เสียหายของอาร์คสไตรค์เกอร์ก็ได้คุณลูน่าซ่อมให้ด้วยล่ะ) จนช่วงนี้ไม่ค่อยได้คุยกันเลยยอมรับว่าตัวหนูเองก็เหงานิด ๆ เหมือนกันนะแต่ว่าทุกคนตอนนี้ก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่ หนูเองก็จะงอมืองอเท้าไม่ได้เหมือนกัน..แต่ว่า....ไม่มีอะไรที่ทำได้เลยนี่สิ ( TwT) รู้สึกสมเพชตัวเองจังเลย....เอาล่ะ

คุยกันเรื่องอื่น ๆ ต่อดีกว่าปัจจุบันทางกองกำลัง TSC ของเราก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นเหล่านักรบจากต่างโลกที่มาจากดาวโอเรนทัล (>_< )ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นคนของคุณคาลิสและคุณริโคลิสซึ่งหนูเองก็ยังไม่รู้จักพวกเค้าดีเท่าไหร่หรอกนะ แต่ว่ามีคน ๆ หนึ่งที่มีผมสีเงินเค้ามองหนูแปลก ๆ แล้วยิ้มมุมปากด้วยล่ะจะว่าไปคนอื่น ๆ ก็มองหนูแปลก ๆ เหมือนกันหมดเลยไม่รู้ว่าทำไม ?  ทางด้านคุณเรย์กิวก็ตัดสินใจเข้ามาเป็นพวกของเราแล้วด้วยพลังของเรกิวออสทำให้คิดว่าสามารถทำให้กองทัพของเราแข็งแกร่งขึ้นอีกแน่ ๆ คุณลูซิเฟอร์เองก็ดูเหมือนจะดีใจมากที่่คุณเรย์กิวเข้าไปเป็นพวกด้วย( หรือว่าระหว่างที่พวกหนูไม่อยู่มีอะไรขึ้นระหว่างสองคนนั้น ? )  แต่วันนี้หนูลองแกะรหัสของไฟล์ลับในแผ่นดิสก์ที่คุณปู่ให้มาได้อีกชั้นนึงแล้วซึ่งปรากฏว่าของที่อยู่ด้านในเป็นแบบแปลนหุ่นซึ่งมีรูปร่างคล้ายอาร์คสไตรค์เกอร์เลย ( ระ...หรือว่านี่จะเป็นหุ่นยนต์ตัวใหม่ !??! ) ซึ่งหลังจากลองศึกษาดูแล้วปรากฏว่าคว้าน้ำเหลว..  ( TwT)  ถ้าให้ช่างเครื่องอย่างคุณลูน่าดูน่าจะดีกว่าไหมนะ  แล้วจะได้ถือโอกาสไปทักทายคนอื่น ๆ ด้วยซะเลยช่วงนี้อะไรที่ทำได้ก็ต้องรีบทำก่อนล่ะเพราะช่วงนี้สังหรณ์แปลก ๆ ยังไงก็ไม่รู้สิรู้สึกเหมือนจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นเลยถ้ายังไงก็ขอให้ที่สังหรณ์เอาไว้ไม่เป็นความจริงก็แล้วกัน"

ณ โกดังเก็บหุ่นที่กำลังพลุกพล่านไปด้วยบรรดาช่างซ่อมทั้งมือเก่าและมือใหม่ที่ต่างกำลังหัวหมุนกับการซ่อมแซมยานรบและเหล่าหุ่นยนต์ที่เสียหายจากการกร่ำศึกครั้งใหญ่ที่ผ่านมา  เสียงดังเอะอะโวยวายดังไปทั่วสถานที่แห่งนี้ราวกับเป็นตลาดนัดก็ไม่ปาน  อุชิโอะพยายามเดินหลบบรรดาช่างทั้งหลายจนมาถึงลูน่าที่กำลังซ่อมแซมระบบข้อเท้าชองอาคาน่าแวนการ์ดตัวหนึ่งอยู่อย่างขมักเขม้น

"คุณลูน่า...  เหนื่อยไหมคะเนี่ย?"

อุชิโอะทักทายลูน่าที่กำลังยกมือปาดเหงื่อของตัวเองอยู่ หลังจากซ่อมแซมและตรวจเช็คอเสร็จสิ้นเกราะหุ้มขาส่วนนอกของอาคาน่าแวนการ์ดก็ถูกประกบเข้าที่เดิมเป็นอันเสร็จไปเรียบร้อยจบไปอีกหนึ่งงานแต่งานที่เหลืออยู่ก็ดูไม่ค่อยจะลดไปซักเท่าใดนัก

"อะ...สวัสดี อุชิโอะ มีธุระอะไรเหรอ?" 

ลูน่าพูดพลางใช้ผ้าขนหนูที่พันคออยู่ซับเหงื่ออีกรอบ  ภาพของหญิงสาวที่ผ่านการทำงานหนักมาจนเหงื่อไหลโซมกายนั้น....อุชิโอะได้แต่คิดอยู่ในหัวว่า...ดูเซ็กซี่อย่างบอกไม่ถูก...

"คือ...สะดวกคุยไหมคะ?"

"อื้อ! เสร็จจากส่วนนี้แล้วก็พอมีเวลาพักบ้างล่ะนะพวกเกราะส่วนอื่นกับวงจรด้านในก็ให้เป็นหน้าที่ของช่างคนอื่น ๆ เขาแล้วล่ะว่าแต่การเป็นลูกมือเขานี่ก็เหนื่อยกว่าที่คิดเอาไว้แหะ" 

เธอตอบพลางเดินไปหยิบเครื่องดื่มที่ตั้งเอาไว้ตรงจุดพักขึ้นมาดื่มก่อนจะหันมาจ้องมองดูสาวน้อยผู้ที่กำลังทำท่ายึกยักประมาณจะพูดก็ไม่กล้าแต่จะถอยกลับก็ไม่ได้

"แล้วอุชิโอะมีธุระอะไรเหรอ?"
 
"นี่ค่ะ"

อุชิโอะยื่นแผ่นดิสก์ให้กับลูน่า เมื่อสาวช่างเครื่องได้เห็นดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัยแต่ยังไม่ได้ถามอะไรออกไปผู้ที่ให้แผ่นดิสก์นี้ก็ชิงตอบเสียก่อน   

"พอดีหนูตรวจสอบเข้าไปในไฟล์ที่ 2 ในดิสก์นี่แล้วค่ะ มันเป็นแบบแปลนหุ่นที่หนูไม่รู้จัก แต่หนูคิดว่าถ้าให้คุณลูน่าดูอาจจะรู้มากกว่าว่ามันคืออะไรกันแน่?

แต่ว่า...มันจะรบกวนลูน่าซังมากไปรึเปล่าคะ?...."

อุชิโอะแสดงท่าทีบ่งบอกถึงความเกรงใจออกมาอย่างชัดด้วยก่อห่อไหล่พลางค้อมตัวลงทั้ง ๆ ที่ปกติเธอก็ตัวเล็กอยู่ยิ่งทำแบบนี้ก็ยิ่งดูตัวเล็กลงกว่าเดิมซะอีก

"อืม...."

สาวน้อยผมทองรู้สึกลำบากใจกับสีหน้าแบบนั้นของคู่สนทนายิ่งนักใจจริงก็อยากจะตอบว่าตอนนี้ก็งานล้นมือแล้วแต่พอเห็นสีหน้าที่เหมือนลูกหมาขี้อ้อนของอุชิโอะเธอก็ไม่อาจที่จะพูดว่า ‘ขอโทษนะตอนนี้ไม่ว่าง’ ออกไปได้เพราะเหตุนั้นหล่อนจึงทำได้แต่ถอนหายใจเท่านั้น

"ก็ได้...แต่ไว้จะตรวจสอบให้หลังจากงานทางนี้เสร็จนะ" 

ลูน่ายิ้มให้อุชิโอะพลางรับแผ่นดิสก์จากมือของเธอมาก่อนจะโบกไปมาเบา ๆ การตอบรับของลูน่าทำให้อุชิโอดีใจจนแทบอยากจะกระโดดกอดซะให้ได้แต่โชคดีที่ยังครองสติไว้ได้

"ขะ...ขอบคุณมากเลยนะคะ!!!"

เธอจึงได้แต่ผงกหัวขึ้นลงหลายครั้งเป็นการแสดงความขอบคุณหลังจากผงกหัวขึ้นลงหลายครั้งจนหลังแทบหักแล้วเธอก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังทางด้านหลังของลูน่าสิ่งที่ปรากฏแกสายตาของเธอนั้นก็คือหุ่นยนต์ใหม่ ๆ ที่เธอไม่เคยเห็นยืนเรียงแถวทอดยาวออกไปน่าแปลกที่ไม่ค่อยเห็นช่างอยู่ใกล้ ๆ หุ่นเหล่านั้นซักเท่าไหร่เมื่อเห็นดังนั้นอุชิโอะอดไม่ได้ที่จะถามลูน่าเกี่ยวกับหุ่นเหล่านั้น

"นั่น........"

คำพูดสั้น ๆ ค่อย ๆ ผ่านลำคออันเรียวเล็กของเธออกมาพร้อมกับปลายนิ้วที่ชี้ไปยังเป้าตำแหน่งที่หุ่นยนต์พวกนั้นยืนอยู่จะว่าไปก็สังเกตุเห็นโกลด์ซาเวียกับไวท์แอสคอร์ทที่พอรู้จักเจ้าของยืนอยู่ในกลุ่มนั้นด้วยแต่อีกสี่เครื่องนั่นล่ะเป็นของใคร?

"...เห็นคุณช่างที่นี่บอกว่าเป็นหุ่นยนต์ของพวกนักรบจากต่างโลกน่ะค่ะเป็นคนรู้จักของคาลิสคุงด้วยค่ะ" ซารีน่าที่เดินมาพร้อมกับมาเรียอธิบายแทนลูน่า

"อื้มอย่างที่ซารีน่าว่านั่นแหละดูเหมือนว่าทางคนขับจะไม่ยอมให้พวกเราไปแตะต้องหุ่นของพวกเค้าเลยซะด้วยสิ อุตส่าห์จะช่วยดูให้แท้ ๆ"  ลูน่าตอบพลางดูดน้ำในขวดแก้กระหายพลางดับความรู้สึกหงุดหงิดเล็ก ๆ ที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจ

"พวกเขาอาจจะมีเหตุจำเป็นก็ได้ค่ะ แต่ว่า...ไม่แตะต้อง..แต่ขอไปดูใกล้ ๆ จะได้ไหมคะ?"  อุชิโอะพูดด้วยแววตาเป็นประกายโรคคลั่งไคล้หุ่นสายซูเปอร์ของเธอเริ่มทำงานอีกแล้ว...

"นะ ๆ ลูน่า!!!  มาเรียเองก็อยากไปดูด้วยอ่ะ !!!" มาเรียเริ่มงอแงบ้าง

"อืม.....ก็ไม่อยากให้เป็นปัญหาทีหลังหรอกนะ..แต่ถ้าแค่เข้าไปดูจากด้านนอกคง...ไม่เป็นไร...ล่ะมั้ง?"   ลูน่าส่ายหัวเล็กน้อย 

"แต่จำไว้นะ อุชิโอะ มาเรีย พยายามอย่าไปแตะต้องหุ่นของเค้าก็แล้วกัน"

ลูน่าพยายามย้ำแล้วย้ำอีกเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันเพราะไม่รู้ว่านิสัยของเจ้าของหุ่นสี่เครื่องนั้นจะพูดกันง่าย ๆ เหมือนกับคาริสหรือเปล่า

"ทราบแล้วค่า !!!!"

อุชิโอะกับมาเรียประสานเสียงกันแล้วก็วิ่งไปดูหุ่นยนต์ที่เพิ่งเคยเห็นในทันที... ฝ่ายซารีน่าที่เห็นท่าดีของสาวน้อยทั้งสองที่อายุอานานก็ไม่น้อยแล้วยังทำท่าราวกับเป็นเด็ก ๆ ที่ตื่นเต้นกับการไปสวนสัตว์ครั้งแรกก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบา ๆ

"คิก ๆ มาเรียก็ว่าไปอย่างแต่นี่นึกไม่ถึงเลยนะคะ ว่าอุชิโอะซังก็เป็นไปกับเค้าด้วย.."

"นั่นสินะ..." 

ลูน่ากล่าวพลางเดินตีคู่กับซารีน่าตามหลังทั้งคู่ไปอย่างไม่เร่งร้อนเมื่อเข้ามาเห็นใกล้ ๆ ระดับความตื่นตาตื่นใจของมาเรียกับอุชิโอะก็เพิ่มทวีขึ้นหลายเท่าจนไม่อาจเก็บอาการไว้ได้อีกแล้ว

"ว๊าวววววว..."  ทั้งคู่ต่างก็ตาโตเป็นประกายด้วยความอลังการของหุ่นยนต์ทั้ง 6 ที่ยืนตระหง่านอยู่

"ยอดไปเลย!!  ดูสิ ๆ อุชิโอะจังหุ่นตัวนี้มีหัวคุณหมาอยู่บนไหล่ด้วยล่ะ!!!"  มาเรียชี้ให้อุชิโอะดูไหล่ของหุ่นยนต์สีแดงแป้ดที่อยู่ใกล้สุด

"จริง ๆ ด้วยค่ะ!! สงสัยหุ่นตัวนี้ยืดไหล่ออกไปกัดศัตรูได้แน่ ๆ เลย !!!"
 
อุชิโอะตาลุกวาวอีกรอบพร้อมกับจินตนาการถึงวิธีการใช้อาวุธชิ้นนี้ในหัว แต่ก่อนที่จะคิดไปได้ไกลกว่านั้นเสียงผู้ที่เดินตามหลังมาก็ดังขึ้นมาทำลายฝันของสาวน้อย(?) จนป่นปี้

"นี่ ๆ ก็รู้นะว่าตื่นเต้นแต่หุ่นที่ไหนมันจะยืดไหล่ออกไปกัดศัตรูได้ล่ะ?  ไอ้หัวตรงไหล่นั่นเค้าต้องทำมาเก๋ ๆ แน่อยู่แล้ว"

ลูน่าที่เดินมาพร้อมกับซาริน่าให้ความเห็นที่แตกต่างออกไปตามหลักของความจริงที่ฟังดูโหดร้ายเล็กน้อยแต่หารู้ไม่ว่าไหล่ของหุ่นตัวนี้เป็นอะไรที่มากเกินกว่าเธอจะจิตนาการได้ด้วยสามัญสำนึกของคนปรกติและแน่นอนว่าเธอจะได้รู้ในไม่ช้า

"แหะ ๆ ขอโทษค่ะ...พอดีตื่นเต้นไปนิด.." อุชิโอะหันมายิ้มแห้ง ๆ เพราะเธอก็คิดว่าจริง ๆ แล้วมันก็คงเป็นไปไม่ได้หรอกถึงจะแอบหวังไว้นิด ๆ ก็ตาม

"แต่ก็นะ...นึกไม่ถึงเลยว่า พวกของคาลิสนี่จะมีรสนิยมชอบทาหุ่นสีจัด ๆ แบบนี้  ไม่คิดบ้างเลยเหรอว่ามันจะเด่นจนเป็นเป้าน่ะ..."  ลูน่าให้ความเห็นพลางจ้องมองหุ่นยนต์จากต่างโลกทีละตัว ๆ  ขณะที่อีกสามสาวก็มองดูมันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง...

"อ้าว ?  นั่น...มีคนอยู่ตรงนั้นด้วยค่ะ..."
 
สายตาของซารีน่าเหลือบไปเห็นใครบางคนขึ้นไปยืนอยู่ในสถานที่ที่เหมาะจะถูกเรียกว่าเขตหวงห้าม(ที่เจ้าพวกต่างโลกนั้นถือวิสาสะตั้งเอง) เธอชี้ไปยังเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่กำลังยืนทำอะไรบางอย่างอยู่ใกล้ ๆ หุ่นยนต์สีทองที่พวกเธอรู้จักในนามของโกลด์ซาเวียร์ หุ่นยนต์คู่ใจคาริสกับริโคริส

"อ๋อ...คน ๆ นั้นเป็นพวกเดียวกับคาริสคุงน่ะ ดูเหมือนว่าจะเป็นคนเดียวที่สามารถซ่อมแซมหุ่นเหล่านี้ได้ด้วย ก็เลยได้รับหน้าที่ให้คอยซ่อมแซมหุ่นยนต์พวกนี้ด้วยตัวคนเดียวเลย"

"เอ๋ ??? แล้วแบบนี้เค้าไม่เหนื่อยแย่เหรอคะ?"  อุชิโอะตกใจ

"คือ...ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน พวกเราเองก็ยังงานยุ่งอยู่แล้วแถมเจ้าพวกนั้นก็ดันไม่อยากให้พวกเราเข้าไปช่วย ก็เลยปล่อยเลยตามเลยน่ะ"
 
ลูน่าอธิบายขณะที่สายตาของทั้งกลุ่มจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าพลางวาดมือไปมาบนแสงสว่างสีฟ้าที่สานตัวไปมาเป็นสิ่งที่ดูเหมือนวงไสย์เวทย์ในนิยายแฟนตาซี

"หวาว....ยอดไปเลยนะคะเนี้ย... อย่างกับกำลังใช้เวทย์มนต์เลย จะว่าไปยังไงเราก็มาดูหุ่นของเค้าแล้ว ไปขออนุญาติจากเจ้าของซะหน่อยน่าจะเป็น

การดีกว่านะคะจะได้ไปทักทายด้วยไปในตัว" อุชิโอะเอ่ยขึ้นพลางหันมองหน้าสมาชิกที่มาด้วยกันทั้งหมดราวกับจะขอความเห็น

"นั่นสินะคะบอกเค้าไว้ก่อนน่าจะดีกว่า"

ซารีน่าสนับสนุนซึ่งตรงนี้ลูน่ากับมาเรียเองก็ไม่ขัดข้องทั้งหมดจึงเดินตรงไปหาเด็กหนุ่มที่กำลังให้ความสนใจกับงานของตนเองมากกว่าสิ่งรอบตัวในทันที ทั้งสี่สาวเดินใกล้เข้าไปเรื่อย ๆ จนได้ยินเสียงบ่นพึมพัมของเด็กหนุ่มผู้นั้นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

"อืม.....ส่วนแกนคอร์ไม่มีอะไรเสียหาย  แต่ดูเหมือนว่าอาการช็อคหลังจากข้ามมายังโลกนี้จะทำให้สมดุลของพลังงานผิดเพี้ยนไปอย่างนั้นเหรอ? แต่ว่า

สภาพแบบนี้มัน......"

เด็กหนุ่มผู้มีเรือนผมสีดำ สวมชุดสีแดงยาว มีเกราะติดทั้งแขนและขา และมีผ้าคลุมยาวสีขาวยืนบ่นพึมพำกับตัวเองโดยไม่ได้ใส่ใจเลยมีใครจ้องมองอยู่จะว่าไปดูจากชุดที่เขาสวมใส่อยู่นั้นช่างเหมือนหลุดมาจากเกม RPG  โลกแฟนตาซี ไม่ก็ชุดคอสเพลย์ตัวการ์ตูนที่พบเห็นได้ตามงานคอมมิคเกะซะมากกว่าจะเป็นชุดที่ใช้ในการซ่อมหุ่นเสียอีก ดูเหมือนว่าเขาจดจ่อกับงานของตัวเองมากเสียจนไม่ได้ใส่ใจว่ามีคนกำลังเดินตรงมาทางนี้ถึงสี่คน

"อืม...ถ้าหากว่าหาพลังงานบริสุทธ์มาทดแทนในส่วนที่ขาดไปคงแก้ปัญหานี้ได้ล่ะนะ"

พูดจบเด็กหนุ่มสะบัดปลายนิ้วเล็กน้อยเพื่อสลายวงไสยเวทย์ที่เคยรายล้อมตัวเขาให้จางหายไปพร้อมกับแหงนหน้ามองดูสภาพโดยรวมของหุ่ยนต์สีทอง

ตรงหน้าพลางคิดอะไรต่าง ๆ นานา จนกระทั่งหันมาพบกับพวกลูน่าที่เดินเข้ามาใกล้พอที่จะพูดคุยกันได้โดยไม่ต้องตะโกน

"เอ่อ...สะ..สวัสดีค่ะ!"
 
ลูน่าเริ่มต้นทักเขาก่อนโดยพยายามทำให้ดูสุภาพมากที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ส่วนคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ยังคงดูท่าทีของเด็กหนุ่มคนนี้ว่าจะเป็นเช่นไร

หลังการทักทาย ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเฟิร์สคอนแทคระหว่างเด็กหนุ่มจากต่างดาวและเด็กสาวจากโลกมนุษย์ หลังถ้อยคำทักทายถูกกล่าวออกไปเด็ก

หนุ่มผู้นี้ก็ยิ้มอย่างเป็นมิตรก่อนจะเริ่มเอ่ยวาจาตอบโต้

"ยินดีที่ได้พานพบแม่นางทั้งหลาย   ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ข้าชะ..ช่วย..เหลือ"
 
น้ำเสียงของเขาหนุ่มนวลและเป็นมิตรกว่าที่คิดไว้ แต่ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใดเด็กหนุ่มจึงชะงักไปชั่วครู่เมื่อมองไปที่อุชิโอะ....  ถ้อยคำของเขาหยุดลง

พลางจ้องมองอุชิโอะชนิดไล่จากศีรษะจรดปลายเท้า และจากปลายเท้ากลับมายังศีรษะซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้อยู่ถึงสามรอบ...

"อ่ะ...เอ่อ...." 

ลูน่าเห็นสายตาของเด็กหนุ่มที่จ้องมองอุชิโอะแล้วก็เริ่มรู้สึกตะหงิด ๆ เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบุคคลตรงหน้าแต่แล้ว คำพูดสุดช็อคโลกก็หลุดออก

มาจากปากของเขาคนนี้ในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา

"น่าสนใจ...."

"เอ๋ ?  ว่าอะไรนะคะ ???" ลูน่าสะดุ้งเล็กน้อย

"โอ๊ะ!! ต้องขออภัยจริง ๆ แม่นาง  ที่ตัวข้านั้นเผลอเสียมารยาท  พอดีว่าข้าไม่เคยพานพบสิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้มาก่อน" เด็กหนุ่มจากต่างโลกรีบกล่าวขอ

โทษกับกิริยาที่ตนเองกระทำออกไปเมื่อครู่ แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ความงงงวยของสี่สาวนั้นจางหายไป

"สิ่งมหัศจรรย์?" 

ลูน่าอดไม่ได้ที่จะพูดแบบนั้นเพราะถ้ามองจากปฏิกิริยาของเขาแล้ว อุชิโอะเนี่ยนะ สิ่งมหัศจรรย์...ถึงสำหรับพวกมนุษย์ต่างดาวแล้วไอ้การกระทำที่วัดกัน

ไม่ได้ด้วยสามัญสำนึกปกติแล้วช่างเป็นเรื่องที่ชวนปวดหัวยิ่งนัก

"เอาเป็นว่าแม่นางทั้งหลายมีอะไรให้ข้าช่วยเหลือรึ?"  เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นพลางจ้องมองไปยังกลุ่มสาว ๆ

"เอ่อ! ใช่ค่ะ คือว่าเด็กพวกนี้เค้าจะมาขอดูหุ่นยนต์ของทางพวกคุณหน่อยน่ะค่ะ  ไม่ทราบว่าจะอนุญาตไหมคะ?"

ลูน่าบอกจุดประสงค์ออกไปตรง ๆ อย่างไม่อ้อมค้อมในขณะที่อุชิโอะกับมาเรียรู้สึกใจเต้นตุ๋ม ๆ ต่อม ๆ กับการรอฟังคำตอบจากเด็กหนุ่มผู้นี้

"ตัวข้าไม่ว่าอะไรหรอก หากแต่ว่าอย่าไปแตะต้อง...เอ่อ... พวกท่านเรียกสิ่งนี้ว่า ‘หุ่นยนต์’ สินะ"
 
"ชะ...ใช่ค่ะ"

อุชิโอะรีบตอบด้วยความลิงโลดใจทันทีเมื่อได้สัญญาณโอเคจากมนุษย์ต่างดาวผู้มีภาพลักษณ์เหมือนหนุ่มน้อยอายุไม่เกินยี่สิบคนนี้

"เชิญทัศนา “หุ่นยนต์” ของพวกข้าได้ตามใจชอบเลยแม่นาง  แต่อย่าสัมผัสมันเข้าจะเป็นการดีเพราะว่า........."
 
เด็กหนุ่มล้วงหยิบเอาแผ่นโลหะชิ้นเล็ก ๆ ออกมาจากภายในชุดของเขาก่อนจะดีดมันเบา ๆ เพื่อให้ลอยไปกระทบกับโกลด์ซาเวียที่อยู่ตรงหน้า แต่ยังไม่

ทันที่แผ่นโลหะขนาดใกล้เคียงเหรียญสตางค์นั้นจะเข้าไปถึงผิวเกราะของแพนเซอร์สีทอง มันก็กระทบเข้ากับอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นจนบังเกิด

ประกายแลบแปล๊บ ๆ ครู่หนึ่งโลหะแผ่นนั้นก็กระเด็นออกมาตกตรงหน้าของพวกลูน่าในสภาพถูกหลอมละลายจนรูปร่างบิดเบี้ยวไปจากเดิมมาก

"ทราบแล้วค่ะ  ขอบคุณมากนะคะ !!" 

ลูน่ายิ้มแห้ง ๆ ทางกองเชียร์ด้านหลังซึ่งก็คือมาเรียและอุชิโอะถึงจะเหงื่อตกกับสิ่งที่เห็นไปบ้างแต่ก็กระโดดโลดเต้นอย่างดีใจเหมือนกัน

"ขอบคุณมากนะค่ะ  เอ่อ..คุณ.." อุชิโอะผงกหัวให้กับเด็กหนุ่มผมดำตรงหน้า  แต่เธอยังไม่รู้ชื่อคนตรงหน้าเลยไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี

"แค่สิ่งเล็กน้อยเท่านั้นไม่ต้องคำนับข้าถึงเพียงนั้นหรอกแม่นาง ตัวข้ามีนามว่า ซัลเทิ้ล  อินเฟโน่  เพื่อไม่ให้เป็นการยุ่งยากแม่นางสามารถเรียกข้าว่าซัล

เทิ้ล"  เด็กหนุ่มตอบแล้วยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

"ค่ะ..ขอบคุณนะคะ  คุณซัลเทิ้ล"

เมื่อได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากผู้ที่น่าจะเป็นผู้ดูแลหุ่นยนต์เหล่านี้ทั้งอุชิโอะและมาเรียต่างก็รีบทัศนาหุ่นยนต์เหล่านี้ด้วยความลิงโลดใจ

"ลูน่า ๆ  ไปดูหุ่นตัวโน้นด้วยกันหน่อยสิ!!!"  มาเรียลากลูน่าไปดูหุ่นรบจากต่างโลกตัวอื่น ๆ ทันที

"อ่ะ..มาเรียจัง..รอด้วยสิคะ.." อุชิโอะเตรียมจะวิ่งตามไป  แต่เธอก็โดนซัลเทิ้ลเรียกไว้ซะก่อน

"ช้าก่อน แม่นาง ไหนก็ไหนแล้ว ถ้าข้ามีเรื่องรบกวนไม่ทราบว่า แม่นางพอจะช่วยอะไรข้าได้หรือไม่?"

"คะ?  ถ้าเป็นเรื่องที่หนูช่วยได้ ก็ยินดีช่วยเต็มที่ค่ะ!!!"  อุชิโอะยิ้มอย่างเบิกบานแต่ทว่าสิ่งที่ออกจากปากของซัลเทิ้ลกลับเป็นอะไรที่ชวนช็อคโลกอย่าง

ร้ายกาจ

"ขอให้ข้าแยกชิ้นส่วนร่างกายเพื่อตรวจสอบดูหน่อยได้หรือไม่แม่นาง?...."
 
ทุกอย่างหยุดนิ่งลงเมื่อคำพูดนั้นถูกประกาศออกไปแต่ผู้เอ่ยประโยคนั้นกลับมีแววตาที่ส่องประกายราวกับเด็กน้อยในวัยอยากรู้อยากเห็นกำลังจดจ่อกับ

สิ่งที่ตนเองสนใจอยู่ก็มิปาน

"เอ๋ !??!?!!?!!?  ว่าอะไรนะคะ !?!?!?" แน่นอนว่าอุชิโอะถึงกับหน้าเหวอพูดอะไรไม่ออกทั้งลูน่า ซารีน่าและมาเรียต่างก็อึ้งกับคำพูดนั้นพอ ๆ กัน

"อย่าได้กลัวไปเลยแม่นาง  ด้วยฝีมือจอมปราชญ์อันดับหนึ่งอย่างข้า  ข้าขอรับรองว่าจะต่อคืนให้เหมือนเดิมราว ๆ  99%"

เด็กหนุ่มผู้มาจากต่างโลกพยายามกล่าวรับรองเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือแต่สำหรับคนที่ได้ฟังคงคิดในใจหรือไม่ก็เอ่ยถามไปโต้ง ๆ แล้วว่า ‘แล้วอีก 1%

ล่ะ? 'มันหายไปไหน' เป็นแน่

"ดะ...เดี๋ยวสิค่ะ !?!?  เราพึ่งรู้จักกันนะค่ะ !?!?!  ระ...เรื่องแบบนั้นมัน....เร็วเกินไปแล้วนะคะ !?!  อะ...เอ๋ !?!? นะ..นี่หนูพูดอะไรล่ะเนี่ย !?!?"
 
อุชิโอะสติแตกไปทันทีที่ได้ยินคำว่าตรวจสอบร่างกาย...แน่นอนว่าเธอเข้าใจความหมายที่ซัลเทิ้ลต้องการสื่อกันไปคนละทิศละทางแน่นอนว่าไม่ได้มีแค่อุ

ชิโอะคนเดียวที่เข้าใจผิด

"นี่นาย!!!  จะจีบหญิงทั้งที ดันใช้มุกอยากตรวจสอบร่างกายเนี่ยนะ !!!  หน้าด้านซะไม่มี !!!  นี่แหละนะ พวกผู้ชาย !!!  ไม่ว่าจะมาจากโลกหรือดาวอังคารก็

เหมือนกันไปหมด!!!!"   ลูน่าถึงกับวีนแตกพลางยกมือขึ้นมากำหมัดแน่น

"มิใช่เช่นนั้น  พวกแม่นางเข้าใจผิดแล้ว  ตัวข้าต้องการศึกษาเพื่อเป็นความรู้  หาใช่ข้ออ้างที่ใช้ในการเกี้ยวพาราสีแม่นางผู้นี้แต่อย่างใด  สำคัญกว่านั้น

ตัวข้ามีภรรยาอันเป็นที่รักยิ่งอยู่แล้ว  ด้วยคำสัตย์สาบานตัวข้านั้นจะไม่มีวันทรยศนางเป็นอันขาด ต่อให้มีสตรีที่งดงามปานเทพธิดามาอยู่ตรงหน้าข้าก็ไม่

มีวันผิดต่อสัตย์สาบานของข้าเด็ดขาด"

"หา............." 

ทั้ง 4 สาวถึงกับอื้งกึมกี่ จักจี้ พร้อมอยากคายของเก่าในกระเพาะอาหารไปพร้อมกัน เมื่อได้ฟังประโยคสุดอันแสนยาวเหยียดแถมยังเลี่ยนยิ่งกว่าบทพูด

ของพระเอกละครในนิยายรักอมตะชื่อก้องโลกเสียอีกแต่ก่อนที่จะมีการวางมวยเกิดขึ้น

"เอ่อ...ลูน่า  ใจเย็น ๆ ไว้ก่อนดีกว่านะคะ...ท่าทางเค้าเองก็ไม่ได้คิดอะไรทำนองนั้นเลยนะคะ คงเป็นความเข้าใจผิดทางการสื่อสารมากกว่าค่ะ เขาคง

ไม่ตั้งใจแบบนั้นหรอกนะคะ...ที่สำคัญฉันได้ยินว่า แยกชิ้นส่วนร่างกายเพื่อตรวจสอบ นะคะ"

ซารีน่าพยายามเข้ามาห้ามลูน่า ส่วนลูน่าก็พยามสงบสติอารมณ์ลงเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามองตรงไปยังเด็กหนุ่มที่ยืนเอียงคอเล็กน้อยราวกับรอดูท่าที

ของสี่สาวอยู่อย่างตั้งใจ

"แยกเป็นชิ้นน่ะมันเรื่องใหญ่แล้วย่ะ!! เอาล่ะ!! ฟังนะคะคุณซัลเทิ้ล  ที่ดาวหรือโลกของคุณจะเป็นยังไงก็ไม่รู้แต่ที่โลกของเรา สิ่งมีชีวิตอย่างพวกเรานี้ถ้า

หากทำการแยกชิ้นส่วนเนี้ยก็เท่ากับว่าคุณจะฆ่าพวกเรานะคะ ขอให้คุณเข้าใจตรงนี้เอาไว้ด้วย"

ลูน่าอธิบายด้วยน้ำเสียที่ไม่สบอารมณ์ซักเท่าใดนัก เมื่อซัลเทิ้ลได้ฟังเช่นนั้นเขาก็ก้มหน้าลงเล็กน้อยไม่รู้ว่าเขาสำนึกผิดหรือว่าเสียดายกันแน่

"ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง  เพราะความตื่นเต้นที่ได้พานพบสิ่งแปลกใหม่ในโลกนี้ทำให้ข้าเผลอกระทำการเสียมารยาทกับแม่นาง ข้าเองก็ต้องขออภัยแม่นางเป็นอย่างสูง"  เมื่อได้เห็นคำขอโทษที่แสดงมาจากใจจริงของของซัลเทิ้ลลูน่าก็ตัดใจไม่เอาความแต่ในขณะนั้นเองเสียงของมา

เรียก็ดังมาจากที่ห่างออกไปพอสมควร

"นี่ ๆ ลูน่า !!!  ซารีน่า !!!  อุชิโอะ !!! มาดูนี่สิ!!" 

เธอร้องเรียกทุกคนพลางชี้มือชี้ไม้ไปยังหุ่นยนต์สีน้ำเงินตัวหนึ่งที่จอดอยู่ข้างโกลด์ซาเวีย หุ่นรบสีน้ำเงินที่ถือสามง่ามเป็นอาวุธคู่กายพร้อมกับโล่ห์ที่มีส่วนปลายมีรูปลักษณ์เหมือนจงอยปากนกอินทรีย์

"เอะ..เดี๋ยวก่อน  หุ่นยนต์ตัวนี้มัน..." พวกลูน่าจำรูปลักษณ์ของหุ่นยนต์ตัวนี้ได้ติดตาเพราะว่าตอนที่หลบหนีจากโคโลนี่ L 7 พวกเธอก็ได้หุ่นตัวนี้ช่วยเหลือ

ในการหลบหนีพวกบอล์น

"คะ..คุณซัทเทิลคะ ? หุ่นตัวนี้มัน..." อุชิโอะรีบถามหาเจ้าของเครื่องสีน้ำเงินโดยทันที

"แพนเซอร์ตัวนั้นมีนามว่า บลูไรเซอร์ เป็นแพนเซอร์คู่กายของ......" พูดไม่ทันจบเซริออสกับเซเลน่าผู้เป็นเจ้าของบลูไรเซอร์ก็เดินเข้ามาพอดี

"เป็นเช่นไรบ้าง ท่านซัลเทิ้ล บลูไรเซอร์ของข้าสภาพเป็นเช่นไรบ้าง?"

พูดจบเซริออสก็ต้องสะดุ้งเมื่อสาว ๆ ของยานฮาเซล เซน่อนต่างกรูเข้ามารุมล้อมเขาอย่างรวดเร็วพร้อมกับจ้องมองด้วยแววตาที่เป็นประกาย  แถมเมื่อเขาเห็นอุชิโอะแล้วก็ยิ่งอึ้งปากค้างหนักเข้าไปอีก  ขนาดเซเลน่าที่ยืนข้าง ๆ เซริออสยังสะดุ้งตามสามีเธอเลย

"ช้าก่อน..แม่นางทั้งหลาย...ไม่ทราบว่า...."

เซริออสเอ่ยด้วยความประหลาดใจพลางจ้องมองอุชิโอะด้วยความแปลกใจประดุจเห็นอะไรแปลกประหลาดเข้าแต่เพราะโดนกระแสเสียงจากสาว ๆ รุมกระหน่ำเข้ามาจึงไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป

"นะ..ในที่สุดก็ได้เจอแล้วสินะคะ..."  ซารีน่ากล่าวพร้อมกับสีหน้าเปี่ยมความดีใจราวกับได้พบดาราดัง

"ใช่ค่ะ...เฝ้ารอที่จะขอบคุณเค้ามาตลอด..."  อุชิโอะก็แสดงท่าที่ไม่ต่างกันมากนัก

"ว้าว....ตัวจริงเสียงจริงเลยสินะเนี่ย..."  มาเรียกล่าวพร้อมพลางกระโดดโลดเต้นด้วยดวงตาเป็นประกาย

"ใช่คุณจริง ๆ ด้วยสินะ..ที่พวกเอเล่พูดถึงบ่อย ๆ" ลูน่ากล่าวสมทบก่อนที่ทั้งหมดจะประสานเสียงกันดังลั่่น

"คุณผู้พันเคนตั๊กกี้ !!!!!!!!!!!!!"

>>>What Next On The Day of Guardian?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 01, 2010, 10:21:31 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

To Aru Kagaku no Unicorn



จงต่อสู้เพื่อความฝันในวันอับโชค 

http://raymiel02.exteen.com/ บล็อกที่อัพมั่งไม่อัพมั่ง
LINKS
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 526


hikari_shine@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 06, 2010, 02:42:19 AM »

[Episode 10 - The Day of Guardian –] [5]

ขณะเดียวกันนั้นที่โรงอาหารหลังจากที่กลุ่มของไกด์ ฟิริน่า ผู้หมวดเอ็กส์ โรจิส คุยเรื่องดัลดิอาด้าจบ ก็หมดประเด็นที่จะพูดคุยกันต่อไปความเงียบเริ่มเข้าครอบงำโต๊ะอาหารที่พวกเขาทั้งหมดนั่งอยู่ ความอึดอัดเริ่มเข้ามาแทนที่ใรขณะที่การไร้ประเด็นจะเป็นตัวแปรที่ทำให้เกิดการแยกย้ายอยู่นั้นเอง

“เอ่อ ผู้หมวดเอ็กส์ แล้วก็คุณโรจิส ผมมีเรื่องที่อยากจะขอร้องทั้งสองคนหน่อยน่ะครับ”

ไกด์เอ่ยขึ้นพลางจ้องมองไปยังบุคคลทั้งสองที่ตนเอ่ยถึง ในขณะที่เอ็กซ์นั้นไม่ได้มีท่าทีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก เขายังคงยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่มอย่างช้า ๆ เพื่อลิ้มรสชาติและความหอมของกาแฟในถ้วยอย่างไม่เร่งร้อน ขณะที่โรจิสได้หันมาจ้องตาของผู้ที่เอ่ยเรียกชื่อตนพลางแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็ก ๆ

“คือ......ผมอยากจะฝึกการใช้ดาบให้เก่งกว่านี้น่ะครับ ผมอยากแข็งแกร่งกว่านี้ อยากให้ทั้งสองคนช่วยมาเป็นอาจารย์ช่วยฝึกให้หน่อยน่ะครับ ...จะได้รึเปล่าครับ?”

โรจิสอึ้งไปนิด ๆ ที่จู่ ๆ ไกด์พูดเรื่องแบบนี้ออกมาส่วนอีกท่านหนึ่งยังไม่มีท่าทีต่างไปจากเมื่อครู่เขายังคงสำเริงสำราญกับรสชาติของกาแฟดำสูตรเข้มข้นต่อไปมีเพียงสายตาเท่านั้นที่จ้องมองไปก่อนจะถามกลับ

“เธอต้องการความแข็งแกร่งไปทำไม?”

“นั่นสิไกด์คุง  ชั้นว่าตอนนี้เธอก็ฝีมือดีมากพออยู่แล้วนี่นา” โรจิสเสริมแต่ไกด์กลับส่ายหน้า

“ไม่ครับแค่นี้ยังไม่พอ ผมอยากแข็งแกร่งขึ้นอีกเพื่อตัวเองจะสามารถปกป้องสิ่งสำคัญของตัวเองให้ได้ก็พอแล้วล่ะครับ...เพราะว่าผมมีสิ่งที่อยากปกป้องให้ได้แล้ว ผมจึงต้องการความแข็งแกร่งขึ้นเพื่อสิ่งนั้นเท่านั้น เพราะผมไม่อยากจะอยู่ในสภาพที่เจ็บปวดที่ตัวเองไร้พลังจนไม่สามารถปกป้องสิ่งสำคัญของตัวเองได้อีก...”

ไกด์ตอบคำถามทั้งสองคนด้วยแววตามุ่งมั่น ในขณะที่คนอื่น ๆ ที่นั่งฟังการสนทนาอยู่นั้นได้แต่นิ่งเงียบกับสิ่งที่ตนได้ยินได้ฟังเมื่อครู่ โรจิสได้แต่ตีสีหน้าปั้่นยาก ส่วนเอ็กซ์เมื่อกาแฟดำหยดสุดท้ายไหลลงคอไปแล้วเขาก็วางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะพลางจ้องตาเด็กหนุ่มที่ดวงตาฉายแววแห่งความมุ่งมั่นออกมาอย่างชัดเจนก่อนจะหลับตาลงและลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารอย่างช้า ๆ

“พลังไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของความแข็งแกร่งหรอกนะ..........”

พูดจบหัวหน้าหน่วยมังกรคลั่งก็เดินออกจากโรงอาหารไปโดยมีลูกทีมเดิมตามหลังไป ส่วนโรจิสนั้นได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะหันมาให้คำตอบกับเด็กหนุ่ม

“ถ้าตั้งใจขนาดนั้นจะช่วยอีกแรงก็แล้วกัน ถือซะว่าเป็นฝึกตัวเองไปด้วย ก็ไม่เสียหายอะไรนี่นะ”

“ขอบคุณจริงๆ ขอบคุณมากเลยครับ”

ไกด์ลุกขึ้นโค้งตัวเพื่อขอบคุณโรจิส อีกฝ่ายก็ได้แต่หัวเราะแหะ ๆ พลางยกมือสองข้างขึ้นแสดงเครื่องหมายว่าเล็กน้อยไม่ต้องพิธีมากขนาดนั้น เด็กหนุ่มยังคงจำได้ดีในสิ่งที่กัปตันไลล่าได้เคยตักเตือน เขาเข้าใจแล้วว่าตัวเองต้องเชื่อมั่นในเพื่อน ๆ นั่นก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันที่จะลืมไม่ได้เด็ดขาด เมื่อก่อนเขาต่อสู้เพียงลำพังเพราะคิดว่าเขาต้องปกป้องทุกคนเท่านั้น แต่ในตอนนี้ถ้าเขาเชื่อมั่นในทุกคนได้เขาก็อาจจะหลุดออกจากกรอบที่ตัวเองตีเอาไว้และจะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อีกขั้นนึงก็เป็นได้ ขณะเดียวกันนั้นฟิริน่าที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ก็เริ่มคิดอะไรบางอย่างอยู่ภายในใจ

(ไกด์คุง ตัดสินใจแน่วแน่แล้วจริงๆสินะ ถึงได้เริ่มทำแบบนี้ เราเอง..ก็จะมัวลังเลอยู่ไม่ได้แล้ว เราต้องเริ่มต้นบ้างแล้ว) แต่แล้วความคิดของเธอก็ต้องสะดุดพร้อมกับอาการสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเสียงของเด็กหนุ่มดังแทรกขึ้นมา

“นี่แล้ว ฟิริน่าจะมาฝึกด้วยกันมั้ย” ไกด์หันมาถามเพราะเห็นว่าฟิริน่านิ่งเงียบเหมือนคิดอะไรมาตลอดตั้งแต่เล่าเรื่องดัลดิอาต้าจบแล้ว

“เอ๊ะ...เอ่อ... คือว่า..ชั้นขอผ่านดีกว่าไกด์คุง พอดีว่ามีเรื่องสำคัญที่จะต้องไปทำก่อนน่ะ....” ฟิริน่าตัดบทด้วยการปฏิเสธคำเชิญชวนทำให้ไกด์รู้สึกเสียดายจนต้องปลอดปล่อยออกมาเป็นคำพูด

“หา! อะไรกันคิดว่าจะได้ฝึกครบคู่อีกนะเนี่ย” เขาซึมลงไปเล็กน้อยหลังถูกปฏิเสธคำเชิญชวนแต่โรริสรีบตัดบทก่อนความหดหู่จะมาเยือนวงสนทนา

“ไม่เป็นไรน่า ไกด์คุง ฟิริน่าจังคงมีธุระด่วนจริง ๆ นั่นแหละถ้าอยากจะฝึกด้วยกันไว้คราวหน้าก็ได้”

“นั่นน่ะสินะ แฮะๆ”ไกด์ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ เพื่อกลบความผิดหวังในใจและเมื่อตกลงกันได้แล้วโรจิสลุกขึ้นยืน

“เอาล่ะ ได้เวลาฝึกซ้อมดาบของฉันแล้วเรื่องฝึกน่ะไว้เจอกันตอนเย็นนะไกด์คุง”

พูดจบอัศวินสาวก็โบกมืออำลาและเดินจากไปทำให้ตอนนี้ทั้งโต๊ะอาหารเหลือแค่ไกด์กับฟิริน่าเพียงสองคนเท่านั้น บรรยากาศในตอนนี้มันช่างเป็นใจเสียเหลือเกินสำหรับคู่รักน่าเสียดายไปนิดสำหรับไกด์แล้วเขาไม่คิดอะไรเลยแต่สำหรับฟิริน่าแล้วเธอรู้สึกประทับใจไกด์มาตั้งแต่เด็กๆ แต่นั่นก็เป็นเพียงความประทับใจที่ค่อย ๆ พัฒนามาเรื่อย ๆ เธอไม่เคยคิดว่ามันจะพัฒนาเกินกว่าความเป็นเพื่อน ถึงแม้เธอจะชอบไกด์ก็ตาม แต่ก็เป็นความชอบที่มาจากความประทับใจในฐานะที่เป็นเพื่อนกันเท่านั้น แต่เธอนั้นไม่รู้เลยว่า ปัจจุบันสำหรับเธอที่ต้องคอยเป็นห่วง คอยดูแลเขา และได้รับการปกป้องจากเขา ความรู้สึกนี้มันจะพัฒนาและค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป....

ฟิริน่าสังเกตบรรยากาศรอบด้านแล้วหันมามองไกด์ เธอรู้สึกอึดอัดทำอะไรต่อไม่ถูกทั้ง ๆ ที่มันไม่มีอะไรแท้ ๆ ทั้งที่จริงเธอก็เคยอยู่กับเขาสองคนอยู่บ่อยครั้งแต่เธอก็ไม่รู้สึกแบบนี้หรือเพราะว่าตอนนั้นมีนายช่างอยู่หลายคนก็เลยไม่ได้คิดอะไร เมื่อก่อนที่อคาเดเมียก็เคยอยู่ด้วยกันสองคนมาก่อน ซึ่งเธอก็ไม่ได้รู้สึกแบบนี้เช่นกัน แต่ตั้งแต่ตอนที่ไกด์บอกว่าจะปกป้องเธออย่างจริงจังในตอนนั้น เธอก็ดีใจมากที่ได้ยินแบบนั้น และก็ตั้งแต่นั้นมานั่นเองที่เธอรู้สึกแปลกๆ ทำไมจะต้องคอยหลบสายตาเวลาที่เขามองมาด้วย ทำไมจะต้องแอบมองเขาทั้งๆที่ปกติก็คุยกันได้ทุกวัน ทำไมเราต้องเขินเวลาอยู่กับเขาล่ะ ทำไมเวลาอยู่สองคนกับเขาเราต้องทำอะไรไม่ถูกด้วย ทำไมต้องอึดอัดเวลาเขาอยู่กับผู้หญิงคนอื่น...เราไม่เคยเป็นแบบนี้นี่...เรา...เราเป็น

อะไร.....ไปกันนะ..

“ฟิริน่า เธอไม่สบายรึเปล่า ดูท่าทางไม่สดชื่นเลย” ไกด์ที่สังเกตุท่าทีของอีกฝ่ายอยู่พูดขึ้นขณะที่สังเกตเห็นฟิริน่าดูอึดอัดไม่สบาย

“อ๊ะ..เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรหรอกไกด์คุง ชั้นปกติดี” ฟิริน่ารีบตอบพร้อมกับพยายามทำท่าทางให้ปกติ

“งั้นเหรอ...ก็ดีแล้วล่ะ เธอน่ะอย่าหักโหมให้มากนักสิ พักผ่อนให้พอบ้างนะ”ไกด์อดเป็นห่วงไม่ได้เพราะเขาเห็นฟิริน่าวิ่งวุ่นอยู่ที่โรงเก็บทุกวัน

“ค่ะ แต่สุดท้าย ชั้นก็ทำเสร็จจนได้นะ โซลน่อลเซเวียร์VER-Fน่ะ ไกด์คุงไปดูมารึยังล่ะ” ฟิริน่ายิ้มเมื่อพูดถึงสิ่งที่เธอทำจนสำเร็จให้ไกด์ฟัง เป็นหนึ่งในความภูมิใจของเธอเลยล่ะ

“อา ยังไม่ได้ไปลองขับหรอกแต่เห็นแล้วนะแต่คุณลูน่าบอกเรื่องประสิทธิภาพให้ฟังแล้วล่ะว่าเป็นแบบไหน?” ไกด์ตอบพลางจ้องมองหน้าคู่สนทนา

“เพราะคุณลูน่าและรูบี้จังช่วยหาอุปกรณ์ให้น่ะถึงได้เสร็จเร็วขึ้นเยอะเลย... แต่ก็อดสงสารคุณลูน่ากับรูบี้จังไม่ได้..รู้สึกจะงานเข้าตลอดเลยน่ะ คุณลูน่าเอง

ก็ยังบาดเจ็บอยู่แท้ ๆ แต่งานซ่อมเยอะเกินกำลังคนที่มีตอนนี้เธอก็เลยไม่ยอมพัก แถมก็อดคิดถึงคุณเอ็ดเวิร์ดไม่ได้เหมือนกันนะ”

“นั่นสินะคิดถึงลุงเอ็ดอยู่เหมือนกัน ได้แกช่วยไว้หลายๆเรื่อง  ทีนี้คงเหงาเหมือนกันไม่มีคนบ่นเหมือนทุกที ฮะๆ”

ทั้งสองหาประเด็นเพื่อไม่ทำให้บรรยากาศรอบตัวอึมครึมเกินไปเมื่อได้คุยไปสักพักอาการประหม่าอึดอัดของฟิริน่าก็ลดลง ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นและโล่งใจ

และวันนี้ไหน ๆ ก็ได้โอกาสแล้วเธอเองก็อยากจะผ่อนคลายบ้างโดยการไปซื้อของที่เมืองข้าง ๆ แต่เพราะตอนนี้ทุกคนกำลังวุ่นวายบวกกับไม่รู้จะชวน

ใครไปด้วยดีจะให้ไปคนเดียวมันก็ค่อยชอบเท่าไหร่... สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจลองชวนไกด์ไปแม้รู้ดีว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ควรจะออกไปข้างนอกเพื่อทำ

เรื่องแบบนี้แต่แค่ครั้งนี้เท่านั้นที่เธอรู้สึกอยากจะเอาแต่ใจขึ้นมาบ้าง แม้จะผิดกับคนอื่น ๆ ที่กำลังทำงานกันอย่างหนักก็ตาม

“นี่ไกด์คุง...วันนี้ไกด์คุงว่างรึเปล่า”ฟิริน่าค่อย ๆ เอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงแผ่วอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

“หือ....วันนี้..ก็ว่างอยู่นะ ปกติก็ไม่ได้ทำอะไรพิเศษอยู่แล้ว ทำไมหรือ?” ไกด์ให้คำตอบพลางดูดโคล่าในแก้ว

“.เอ่อ..คือว่า..”

คำพูดของสาวน้อยกระตุกเป็นช่วง ๆ เพราะเกิดอาการประหม่าขึ้นอีกครั้งจนเธอไม่รู้จะพูดต่อยังไง ฟิริน่ารวบรวมความกล้าสุดฤทธิ์ เธอดูดชามะนาวที่

เหลือไม่ถึงครึ่งแก้วจนหมดแก้วในครั้งเดียวก่อนจะวางแก้วลงกับโต๊ะจนเกิดเสียงดังลั้่นพลางสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพูดออกมาเสียงดังลั่น

“ชั้นอยากจะไปในเมืองสักหน่อยไปด้วยกันนะ!!! ไกด์คุง!!!!”

เสียงพูดที่ดังออกมานั้นทำเอาทุกอย่างรอบตัวราวกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะผู้ที่นั่งทานอาหารอยู่โต๊ะอื่นถึงกับหันไปมองยังโต๊ะของทั้งสองจนแทบจะเป็นตา

เดียวกันหลังพูดจบเธอก็กลับไปก้มหน้าเพื่อซ่อนใบหน้าที่แดงกล่ำยิ่งกว่าลุกตำลึงสุกในขณะที่ไกด์อึ้งไปนิดหน่อยกับท่าทางของฟิริน่าแบบนี้ที่เขาไม่เคย

เห็นมาก่อนแต่ถึงกระนั้น.......

“วิธีชวนแบบใหม่เหรอ ฟิริน่า?...อืม!! ได้สิ”

สุดท้ายไกด์ก็ตอบรับที่จะไปด้วยความไม่รู้อะไรเลยของตัวเองทำให้ฟิริน่ารู้สึกโล่งใจละคนกับความดีใจอย่างหาที่เปรียบมิได้เลยทีเดียว

“งั้นเดี๋ยวชั้นขอตัวไปเปลี่ยนชุดก่อนนะ ไกด์คุงก็ด้วยล่ะ ขืนไปด้วยชุดเครื่องแบบมันจะสะดุดตาเกินไปอีก 15 นาทีเราเจอกันที่ทางออกนะ” ฟิริน่ารีบกุลี

กุจอลุกขึ้นเพื่อจะไปเปลี่ยนชุดที่ห้องแต่ไกด์รีบยกมือหยุดไว้ก่อน

“เดี๋ยวก่อน ชั้นต้องเปลี่ยนด้วยเหรอ ใส่ชุดนี้ไปก็ได้นี่” ไกด์แย้งขึ้นเพราะเขาขี้เกียจเปลี่ยนชุดใหม่ แต่สุดท้ายเขาก็สู้สายตาสุดคัดค้านของเธอไม่ได้ เลย

ต้องจำยอมไปเปลี่ยนชุดจนได้ ฟิริน่าเดินออกจากโรงอาหารไปด้วยความรื่นเริงขณะที่ไกด์ค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ในตอนนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่าง

ขึ้นได้...

"เดี๋ยวสิ.....จะออกไปข้างนอก ขออนุญาตแล้วหรือยังเนี้ย?......."

ประเด็นสำคัญนั้นดูเหมือนจะถูกลืมไปสนิทฟิริน่ากลับมาที่ห้องอย่างเร็วฉิวก่อนจะรีบเข้าไปอาบน้ำขัดสีฉวีวรรณเป็นการใหญ่ แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอาง

บาง ๆ ทาลิปสติ๊กสีชมพูอ่อน ๆ พร้อมทั้งเลือกชั้นในตัวเก่งอีกด้วย เสื้อผ้าทั้งหมดในตู้ถูกนำออกมาวางเรียงกันเพื่อรอการเลือกสรรสำหรับฟิริน่านี่เป็น

ครั้งแรกตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ที่เธอวุ่นวายเรื่องชุดที่จะใส่ออกไปข้างนอก นั่นก็เพราะปกติเธอไม่ค่อยได้ใส่ชุดอื่น ๆ เลยนอกจากเครื่องแบบที่เอาติดมาด้วย 4

ชุด กับชุดนอนเท่านั้น แต่ทั้ง ๆ ที่วุ่นวายกับการเลือกชุดแต่เธอก็ดูมีความสุขดีด้วยเหตุผลที่ใคร ๆ ดูก็รู้ว่าเพราะอะไร

“เอาล่ะ จะใส่ชุดไหนไปดีน้า สีแดงนี่สวยดีแฮะ.....ไม่ดีกว่ามันฉูดฉาดไป รึว่าสีขาวนี่ดี”

สาวน้อยลองชุดไปเรื่อย ๆ สุดท้ายฟิริน่าก็เลือกได้เป็นชุดเดรสสีฟ้าแบบสายเดี่ยวกระโปรงสั้นเลยหัวเข่าขึ้นมาซึ่งดูเธอจะภูมิใจกับชุดนี้มากทีเดียว

“เอาแบบนี้ดูบ้างก็แล้วกันนะ อาจจะดูโป๊ไปนิด แต่ลองดูสักครั้งก็แล้วกัน .......เปลี่ยนทรงผมซะหน่อยดีกว่า” 

ฟิริน่าพูดพลางจัดทรงผมของตัวเองใหม่ ซึ่งก็ใช้เวลาอยู่พักนึงสุดท้ายเธอก็เลือกที่จะรวบผมเป็นหางม้าแล้วก็ติดโบว์สีชมพูอ่อน ๆ เป็นอันเรียบร้อย หลัง

จากพิถีพิถันกับการแต่งองค์ทรงเครื่องอยู่นานเธอก็สำรวจตัวเองบนกระจกเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยอึกครั้งหนึ่ง ทุกอย่างโอเค...

“ที่เหลือก็ เลิกรู้สึกแปลกๆแบบนั้นซะที เราต้องเป็นตัวเราแบบปกติ!!”

ฟิริน่าให้กำลังใจตัวเองเพื่อทำให้ความรู้สึกแปลก ๆ ที่เธอมีตอนนั้นไม่เกิดขึ้นอีกเธอตบแก้มตัวเองเบา ๆ เพื่อเรียกสติตนเองก่อนจะก้าวเท้าออกจาก

ห้องของตน ทางด้านของไกด์นั้นเมื่อนึกถึงเรื่องสำคัญได้เขาก็รีบไปหากัปตันไลล่าที่ห้องแต่ก็ไม่พบเขาจึงได้แต่เดินเกาหัวแกรก ๆ พลางตามหากัปตัน

ไลล่า หรือใครก็ได้ที่มีอำนาจพอจะให้เขาออกไปข้างนอกได้

"....เอ....กัปตันไลล่าอยู่ที่ไหนกันนะ...." เขาบ่นพึมพำเบา ๆ พลางเดินตามหาบุคคลที่กล่าวถึง

"คนที่นายตามหาน่ะเขาไปรวมตัวกันที่ห้องประชุมยุทธการหมดแล้วล่ะ" เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของไกด์ เมื่อเด็กหนุ่มหันไปมองดูก็พบ

กับชายหนุ่มร่างบึกบึ้นกำลังเดินห่างจากเขาไปราว ๆ 5-6 เมตร

"คุณเอล......" ไกด์เอ่ยนามของชายที่กำลังเดินตรงเข้ามาหาเขา

"ตามหากัปตันมีธุระอะไรงั้นเหรอ? โฮะเปลี่ยนชุดซะด้วยกำลังจะไปออกเดทกับสาว ๆ ล่ะสิ แหม ๆ ไวไฟใช้ได้นี่นา"

เอลพูดทุกอย่างออกมาได้ตรงกับความจริงแทบทั้งหมด เพราะสภาพของไกด์ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในชุดเครื่องแบบเหมือนอย่างเคยหากแต่เสื้อยืดสีขาว

กางเกงยีนส์สี้น้ำเงินเข้ม ๆ คลุมทับด้วยแจ็คเก็ตสีน้ำเงินแต่ถึงกระนั้นสไตล์การแต่งตัวก็ไม่ได้แปลกตาไปจากตอนใส่เครื่องแบบซักเท่าไหร่นัก

"คือว่าจะออกไปที่เมืองข้าง ๆ กับฟิริน่านะครับเลยจะไปขออนุญาตกัปตันไลล่าเสียก่อน แต่กำลังประชุมอยู่แบบนี้คงเข้าไปแทรกไม่ได้สินะครับ.."

พูดจบไกด์ก็ทำท่าเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ภายในใจ ที่จริงเขากำลังคิดถึงคนที่มีอำนาจพอจะอนุญาตให้พวกเขาออกไปนอกฐานทัพได้แต่

คนมีอำนาจระดับนั้นนอกจากกัปตันไลล่ากับกัปตันแบตเทิลแล้วแล้วเขาก็ไม่รู้จักใครไปมากกว่านี้ แต่ในระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้นเอาก็หยิบกระดาษขาว

แผ่นหนึ่งขึ้นมาสะบัดเบา ๆ ราวกับจงใจจะให้ไกด์ได้เห็น

"ที่นายอยากได้คือสิ่งนี้ใช่ไหม?..." เอลยิ้มพลางโยกสะบัดกระดาษแผ่นนั้นไปมา เมื่อไกด์สังเกตเห็นข้อความที่อยู่บนกระดาษเขาก็แปลกใจเล็กน้อยที่เอ

ลมีของแบบนี้อยู่ได้

"นั่นมันเอกสารอนุญาต"

"ช่ายแล้ว พร้อมลายเซนต์กัปตันไลล่าด้วยนะ..งาย...สนใจหรือเปล่า?......" เอลเริ่มลากเสียงเพื่อกระตุ้นอีกฝ่ายพลางยื่นเอกสารเข้าไปใกล้ในระยะที่ไกด์

จะยื่นมือมาหยิบมันได้ง่าย ๆ

"ทำไมคุณถึงมีใบอนุญาตอยู่ได้ล่ะครับ?" เด็กหนุ่มถามเพื่อเช็คความแน่ใจถึงที่มาที่ไปของเอกสารฉบับนี้

"แหม..ก็ฉันน่ะเป็นคนรักอิสระนี่นา จะให้อุดอู้อยู่แต่ในนี้ฉันก็เฉาตายพอดีน่ะสิ ก็เลยเซ้าซี้เจ๊กัปตันอยู่ตั้งนานสองนาน จนแกใจอ่อนยอมเซ็นให้นี่แหละ

แต่เห็นกับมิตรภาพของลูกผู้ชายหัวใจเดียวกัน ฉันเสนอขายให้ในราคาถูก ๆ เลย" พูดจบเอลก็ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบบอกราคาที่ข้างหูของไกด์อย่างรวด

เร็ว

"ห๊า!!! นั่นถูกแล้วเหรอครับ!!!!"

ไกด์ถึงกับเก็บอาการไว้ไม่อยู่เมื่อได้ยินราคาค่างวดของกระดาษแผ่นนี้แต่ทว่าเอลก็ยกนิ้วชี้ขึ้นบังหน้าของไกด์ก่อนจะแกว่งไปมาสองสามครั้ง

"จุ๊..จุู๊..จุ๊....อย่าเอ็ดไป ถ้าคิดถึงเรื่องความคุ้มค่าแล้วราคานี้ถือว่ากันเอ๊งกันเองนะ คิดดูสิถ้าวันนี้นายไม่ได้มันไปก็อดออกไปข้างนอกนะ แล้วหญิงอุตสาห์

แต่งตัวรอกลับต้องรอเก้อ คิดถึงน้ำตาของหล่อนที่ต้องไหลริน ลูกผู้ชายที่ดีน่ะเขาต้องไม่ทำให้ผู้หญิงร้องไห้รู้ไหม ที่สำคัญนายรับปากหล่อนไปแล้วใช่

ไหม? แล้วมันจะดีเหรอ? ถ้าผิดสัญญากับฟิริน่าจังแบบนี้น่ะ............"

คีย์เวิร์ดนั้นเริ่มโจมตีจุดบอดของไกด์ทำให้เด็กหนุ่มยืนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะยื่นมือไปรับแผ่นกระดาษนั้นจากมือของเอลอย่างว่าง่ายก่อนจะค่อย ๆ พูดด้วย

เสียงอ่อย ๆ

"...ขอเป็นแบบผ่อนจ่ายนะครับ........"

"ฮะ ๆ แบบไหนก็ได้ ขอให้จ่ายเป็นพอ...เที่ยวให้สนุกล่ะ ชีวิตจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปก็ไม่รู้เพราะฉะนั้นเวลาที่กอบโกยความสุขได้ก็กอบโกยให้เยอะ ๆ ก็

แล้วกัน"

"....ครับ....." พูดจบไกด์ก็เดินจากไป แต่ยังได้ยินเสียงของเอลตะโกนไล่หลังมา

"อ่อ!! ใช่ ๆ ยังไงถ้าจะกลับเช้าก็อย่าหักโหมมากไปนะเดี๋ยวไม่มีแรงออกรบ!!!!"

แน่นอนว่าไกด์มิได้เข้าใจความหมายแอบแฝงของเอลแม้แต่น้อยเขาคิดแค่ว่าแค่ไปซื้อของเมืองข้าง ๆ คงไม่ถึงขนาดกลับเช้าหรอกอย่างดี ๆ ก็อาจจะ

แค่บ่ายหรือเย็นเท่านั้นส่วนเรื่องหักโหมคงหมายถึงการซื้อของล่ะมั้ง? เด็กหนุ่มเดินมาถึงจุดนัดหมายแต่ที่นั่นไม่มีคนที่เขานัดพบมารออยู่แปลว่าเธอยัง

ไม่มา ไกด์นั่งลงมองโน่นนี่พลางคิดอะไรไปเรื่อย ๆ ระหว่างรอ

(จะว่าไปก็ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้เห็นยัยนั่นร่าเริงแบบนั้นเลยแฮะ คงเพราะยัยนั่นทำงานหนักมาตลอดตั้งแต่มาอยู่ที่นี่..  ถ้าการไปซื้อของกับยัยนั่นทำให้ยัยนั่น

ร่าเริงขึ้นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน)

ไกด์คิดเช่นนั้นอยู่พักหนึ่งจนกระทั่ง..........

“รอนานมั้ย ไกด์คุง”

เสียงของผู้ที่เด็กหนุ่มเฝ้ารอดังขึ้นไม่ห่างตัวมากนัก ไกด์หันไปมองตามทางที่เสียงนั้นดังมาฟิริน่าเดินมาหยุดตรงหน้าไกด์พร้อมกับก้มลงทักทายใกล้ๆหน้าเขาด้วยรอยยิ้ม ซึ่งการที่หน้าของเธอมาประชิดหน้าเขา ทำให้เขาเรียกสติขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับหลบหน้าออกไปข้าง ๆ ฟิริน่าปรากฎตัวในชุดอื่นที่ไม่ใช่เครื่องแบบถึงจะเขาจะเคยเห็นเธอในชุดแบบอื่นมาจนน่าจะชินตาแล้วแท้ ๆ  แต่วันนี้มันต่างออกไปจากทุกที ทำไมกันนะ? ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าวันนี้เธอดูน่ารักขึ้นกว่าทุกที

(..ยัยนี่…น่ารักได้ขนาดนี้เชียวเหรอ!!)

ไกด์คิดอยู่ในใจหลังจากที่หลบหน้า จู่ ๆ หัวใจของเด็กหนุ่มก็เต้นรัว ใบหน้าก็รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจจะเป็นเพราะทั้งสองสนิทกันมากเกินไปจนทำให้ไม่เคยที่จะมองเธอในรูปแบบอื่นนอกจากเพื่อนสนิท ไม่เคยสนใจว่าเธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักขนาดไหนทั้ง ๆ ที่อยู่ด้วยกันมาตลอด แต่วันนี้ทุกอย่างมันกลับแตกต่างออกไป มันทำให้เขาได้มองเห็นเธอในอีกแบบนึง ในแบบของหญิงสาวคนหนึ่ง

“ก็…ก็.. ไม่นานเท่าไร ชั้นมาก่อนเวลาด้วยล่ะ” ไกด์รีบขยับตัวลุกขึ้นด้วยความรวดเร็วพร้อมเดินไปสตาร์ทรถยนต์ที่เขาขอยืมมาได้

“นี่ไกด์คุง ฉันใส่ชุดนี้แล้วเป็นยังไงบ้าง?.....” ฟิริน่าเดินมาใกล้ ๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยท่าทีเคอะเขินไม่ค่อยมั่นใจ

“เป็นยังไงน่ะเหรอ?  เรื่องแบบนี้ชั้นจะไปรู้ได้ยังไง?...”

ไกด์พูดโดยพยามไม่มองเธอตรง ๆ แต่ก็แอบชำเลืองสังเกตท่าทีของฟิริน่าด้วยหางตาดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาพูดไปแบบไม่คิดจะทำร้ายจิตใจสาวน้อยเข้าให้เสียแล้วสังเกตได้จากสีหน้าที่ดูซึมลงไป เมื่อเห็นดังนั้นเด็กหนุ่มต้องรีบแก้สถานการณ์โดยเร็วที่สุด

“.........ฉันว่า.........มันก็น่ารัก.....เหมาะกับเธอดี..........ล่ะมั้งนะ” ไกด์พูดอย่างจะกุกตะกักราวกับกำลังอ่านแผ่น CD ที่เป็นรอยพร้อม ๆ กับพยายามจะ

หันหน้ามามองเธอตรง ๆ แต่ก็ยังต้องเบนสายตาหลบเลี่ยงอยู่นิดหน่อย

“ดีใจจัง คิดว่าชุดนี้จะดูไม่ดีแล้วสิ เห็นไกด์คุงเดินหนีตั้งแต่เห็นหน้าน่ะ โล่งอกไปเลย” หลังจากได้รับคำชมฟิริน่าหัวใจพองโตกลับมาอีกครั้ง เธอพูด

พร้อมกับยิ้มด้วยความดีใจอย่างที่สุด

“เอาล่ะ ไปขึ้นรถได้แล้ว เดี๋ยวจะมีเวลาเดินเที่ยวน้อยเอานะ”ไกด์พูดพลางเดินไปเปิดประตูให้เธอ

“ค่ะ”

ฟิริน่ารับคำพร้อมกับก้าวขึ้นรถพลางยกมือกดประโปรงเอาไว้ แต่ถึงกระนั้นด้วยความสั้นของชุดนี้มันจึงทำให้ชายกระโปรงถกขึ้นไปสูงอยู่ดี ส่วนไกด์ก็ไปทำหน้าที่คนขับรถเมื่อได้เห็นภาพนั้นเขาก็รีบหันหน้าหลบไปทางอื่นโดยไวที่สุดจนกระทั่งเธอขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อยการเดินทางของทั้งสองจึงเริ่มขึ้นเมื่อไกด์แสดงเอกสารที่ได้รับมาจากเอลให้กับทหารที่เฝ้าหน้าประตูทางเข้าออก พวกนั้นก็ปล่อยให้ทั้งสองขับรถผ่านออกไปได้อย่างง่ายดาย การเดินทางจากฐานทัพเพื่อไปยังเมืองข้างก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมงอยู่จึงพอมีเวลาให้ทั้งสองได้คุยกันบนรถแต่จนแล้วจนรอดฟิริน่าก็ยังแก้อาการประหม่าเวลาอยู่กับไกด์สองคนไม่ได้ทั้งหมดอยู่ดี ทำให้เธอดูเกร็งเป็นพิเศษจนไกด์ก็สังเกตเห็นได้

“เธอไม่สบายรึเปล่า ถ้าไม่สบายชั้นก็จะขับรถกลับไปก็ได้นะ” ไกด์พูดขึ้นเพื่อทำลายความบรรยากาศเงียบงันที่กำลังเป็นอยู่

“ปะ..เปล่านะ ไกด์คุง ชั้นไม่ได้เป็นอะไรหรือเกร็งอะไรสักหน่อย นี่ไงปกติดีต่างหาก ตัวก็ไม่ร้อน ไม่ได้ไม่สบายเลย แข็งแรงดีนะ”

ฟิริน่าตอบกลับมาพร้อมกับเปลี่ยนท่าทางไปในแบบต่าง ๆ เพื่อจะให้ว่าปกติดีแต่ทั้งหมดที่ทำมามันล้วนแต่ผิดปกติทั้งสิ้น ซึ่งทำเอาไกด์ที่นั่งมองอยู่อด

จะขำกับการเปลี่ยนท่าทีที่ไม่ธรรมชาติแบบนั้นไม่ได้

“โธ่ ไกด์คุง อย่าหัวเราะสิ ชั้นเขินนะ”

ฟิริน่าเห็นไกด์หัวเราะกับท่าทางของเธอก็อาย แต่เมื่อมองดูตัวเองแล้วก็อดหัวเราะไปด้วยไม่ได้ ทำให้บรรยากาศแปลก ๆ เมื่อครู่ค่อย ๆ หายไปและฟิริ

น่าก็ค่อย ๆ ดีขึ้น

“นี่ ว่าแต่คิดยังไงทำผมทรงหางม้านี่ล่ะ ปกติไม่เห็นเธอจะเปลี่ยนทรงผมเลยนี่” เด็กหนุ่มชวนคุยต่อ

“เอ๋..ก็ อยากลองเปลี่ยนอะไรดูหน่อยน่ะ  แต่จะว่าไปผมทรงนี้น่ะ..ไกด์คุงจำได้รึเปล่า” ฟิริน่าตอบคำถามพร้อมกับถามกลับราวกับจะเช็คความจำของอีก

ฝ่าย

“จำได้สิ ก็ตอนเด็ก ๆ เธอก็ไว้ผมทรงนี้นี่ ก่อนที่วันนั้นจะถูกแย่งโบว์ผูกผมไป เธอเดินร้องไห้มาหาชั้น ชั้นก็เลยตามไปทวงเอามันคืน แต่คนที่แย่งไปก็บอกว่าทำหายไปแล้ว ชั้นเลยต้องออกไปตามหาโบว์นั้นกับเธอจนค่ำ สุดท้ายก็ไม่เจอ ทำไมชั้นจะจำไม่ได้ล่ะ ยังจำหน้าตาตอนเธอร้องไห้ตอนนั้นได้ด้วยเลยนะ เธอนี่ขี้แยตั้งแต่เด็กจริงๆ”

ไกด์ตอบคำถามของเธอก่อนจะจบด้วยการเหย้าแหย่

“โธ่!ไกด์คุงแบบนี้ทุกทีเลย แต่ก็จำได้จริงๆด้วยสินะ…แล้วจากนั้นหลังจากที่หาไม่เจอวันนั้นชั้นก็เอาแต่ร้องไห้ ระหว่างทางตอนกลับบ้าน ก็เจอคนขายของผ่านมา ไกด์คุงก็เลยซื้อเจ้านี่แล้วยังบังคับใส่ให้ชั้นซะอีก แถมบอกว่าให้ใส่ไว้ตลอดอีกต่างหาก จะได้ไม่หายแต่ก็แปลกจริง ๆ นะทั้งที่ถูกบังคับแท้ ๆ แต่วันนั้นชั้นก็หยุดร้องไห้ได้เลยล่ะ สุดท้ายแล้วตั้งแต่วันนั้นชั้นก็เปลี่ยนมาใส่เจ้านี่และเลิกทำผมหางม้าไปเลยล่ะนะ”

ฟิริน่าค่อยๆหยิบที่คาดผมเก่า ๆ สีน้ำเงินที่เธอยังคงใช้มันอยู่เสมอ ๆ ขึ้นมาจากกระเป๋าถือ เธอมองมันแล้วก็อดยิ้มไม่ได้

“ยังเก็บไว้อีกเหรอเจ้านี่น่ะ จริง ๆ เธอก็ซื้ออันอื่นมาใส่ก็ได้นี่นา อันนี้มันก็เก่าแล้วยังใส่ได้อีกเหรอ” ไกด์ถามต่อเมื่อเห็นเพราะเขาไม่คิดว่าฟิริน่าจะยังเก็บของชิ้นนี้ไว้อีก

“ไม่ทิ้งหรอกนี่ถือเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างนึงของชั้นเลยนะ  ดูสิยังใส่ได้อยู่เลย แค่เลื่อนตรงนี้ออกมันก็ยาวขึ้นพอดีเลยเห็นมั้ย จริง ๆ แล้วชั้นก็ยังใส่มันอยู่

เลยนะสลับกับอันอีกอันนึงน่ะ” ฟิริน่าลองใส่ให้ไกด์ดูว่าใส่ได้จริง ๆ

“แล้วก็นะ เจ้านี่ยังช่วยบันทึกความทรงจำได้ด้วยนะ เป็นเหมือนคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาที่จะบันทึกสิ่งที่เห็นหรือสิ่งที่ทำลงไปในวันนั้นด้วยล่ะ”

“มันทำได้ขนาดนี้เชียว ตอนซื้อทำไมตอนนั้นราคามันถูกจังแฮะ”ไกด์อดคิดไปถึงตอนเด็กจริงๆว่าทำได้ขนาดนี้แต่ราคาถูกเหมือนได้ฟรีมาซะอย่างนั้น…

“อ๊ะ..ไกด์คุงถึงแล้วล่ะ นั่นไงเมือง” ฟิริน่ากล่าวพลางชี้นิ้วไปยังเมืองที่เริ่มมองเห็นอยู่ลิบ ๆ

“อ๊ะ..อืม เอาล่ะเตรียมตัวไปซื้อของได้”

ไกด์พูดออกมาพร้อมกับขับรถตรงไปตามทางเข้าเมืองหลังจากผ่านเข้ามาในเมืองได้ก็ต้องวนหาที่จอดรถกันอยู่พักใหญ่ และหลังจากที่จอดรถทั้งสอง

คนก็พร้อมจะเดินซื้อของกันจริง ๆ ล่ะ

“เรามีเวลาเที่ยวกันสองชั่วโมงนะ เธออยากจะไปที่ไหนก่อนล่ะ?......"

ไกด์เอ่ยถามระหว่างการเปิดระบบป้องกันขโมยให้กับรถที่ยืมมาคันนั้น แต่ฟิริน่าก็ได้แต่ยืนนิ่งเพราะเธอไม่ได้คิดถึงจุดหมายปลายทางมาแต่แรก เธอ

คิดแค่อยากออกมากับไกด์เพียงเท่านั้นอย่างเดียวจริง ๆ  ท้ายที่สุดแล้วเธอจึงต้องให้คำตอบแบบเอาตัวรอดไปก่อน

"ค่อย ๆ เดินไปคิดไปก็แล้วกันนะ.."

".....เอางั้นก็ได้.........." ว่าแล้วทั้งสองก็เริ่มออกเดินเตร็ดเตร่ไปในเมืองอย่างไม่ค่อยจะมีแก่นสาร ภายในเมืองข้าง ๆ นี้ยังคงพอมีกิจการห้างร้านต่าง ๆ

เปิดทำการอยู่บ้าง แต่ผู้คนก็ไม่ค่อยหนาแน่นเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะเกิดสงครามที่เมืองข้าง ๆ ก็เป็นไปได้

“ผู้คนดูบางตาจัง คงเพราะเพิ่งเกิดสงครามที่เมืองข้าง ๆ นี่ล่ะมั้ง"  ฟิริน่าเอ่ยขึ้นขณะที่เดินตีคู่ไปกับไกด์ด้วยระยะห่างประมาณ 5 เซนติเมตรเห็นจะได้

"นี่คิดออกหรือยังว่าจะไปที่ไหนน่ะ? ดูท่าทางในเมืองจะไม่ค่อยมีอะไรเป็นพิเศษนะ" ไกด์เอ่ยถามหลังจากเดินเรื่อยเปื่อยมาได้กว่า 15 นาทีแล้ว

"........งั้นเริ่มจากร้านนั้นก่อนเลยล่ะกัน!!!" ฟิริน่าชี้นิ้วไปที่ร้านขายอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่อยู่บนถนนฝั่งตรงข้าม

"..เอาจริงเหรอ?........."

ไกด์ถามย้ำเพื่อความมั่นใจพร้อมกับตีสีหน้าปั้นยากเล็กน้อยเมื่อได้เห็นร้านที่เธอชี้ไป แต่ฟิริน่าก็พยักหน้าพร้อมส่งสายตาที่ทอประกายระยิบระยับมาและทั้งสองก็เดินเข้าร้านที่ว่านั้นเป็นแห่งแรก เด็กสาวดูเหมือนจะชอบอุปกรณ์ไฟฟ้ามากกว่าเครื่องประดับสวย ๆ แต่ถึงอย่างนั้นด้วยราคาที่แพงสะบัดของอุปกรณ์แต่ละชิ้นทำให้พวกเขาได้แต่มองมันด้วยความอยากได้เท่านั้น เพราะพวกเขาเป็นคนจากต่างโลกตามจึงไม่มีเงินเดือนแบบคนปกติเงินที่ได้จากกองกำลังเป็นแค่เบี้ยเลี้ยงซื่งไม่มากมายอะไรนักหนา

จากนั้นทั้งคู่ก็ไปต่อกันที่ร้านขายขนมต่าง ๆ ฟิริน่าและไกด์ก็ซื้อขนมเล็กน้อย ๆ ทานกันก่อนจะเดินเล่นไปในตลาดสดเพื่อดูวัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหาร แม้จะชอบทำอาหารแต่บนยานก็มีคนทำอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องซื้อกลับไปตามติดมาด้วยร้านขายเสื้อผ้า ฟิริน่าลองชุดต่าง ๆ ไปเรื่อยราวกับทำแฟชั่นโชว์แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อมาซักชุด เวลาก็ผ่านพ้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายทั้งสองก็มานั่งกันอยู่กันที่ลานน้ำพุกลางเมืองเป็นที่น่าแปลกใจที่อาการแปลก ๆของฟิริน่าหายไปจนหมดแถมเธอยังดูร่าเริงมากขึ้นด้วย ทำให้ไกด์ที่สังเกตมาตลอดรู้สึกโล่งใจเพราะการที่ได้เห็นเธอร่าเริงเป็นปกติแบบนี้ 

“นี่ครับชามะนาวแบบชงใส่ถ้วยใหญ่พิเศษ ขอรับเจ้าหญิง”ไ กด์เล่นบทข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์โดยคุกเข่าลุกตรงหน้าเธอพร้อมกล่าวถ้อยคำเหล่านั้นพลางยื่นแก้วน้ำให้กับสาวน้อยที่นั่งอยู่บนม้านั่ง

“ขอบคุณค่ะ” ฟิริน่ารับมาแล้วก็ค่อยใช้หลอดดูดขึ้นมาอย่างช้า ๆ

“เธอนี่ชอบชามะนาวจริง ๆ เลยนะ” ไกด์พูดขึ้นเมื่อเห็นฟิริน่าค่อยดื่มของเหลวในแก้วนั้นขณะที่เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน

“อืม ก็มันอร่อยนี่ เย็นชื่นใจ แถมยังช่วยชะล้างความรู้สึกหดหู่ออกไปได้ด้วย ทำให้รู้สึกสดชื่นมาก ๆ เลย” ฟิริน่าตอบพร้อมกับยิ้ม

“ขนาดนั้นเชียวเหรอ”ไกด์ตอบพร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ เธอ

“วันนี้สนุกมากเลยล่ะไกด์คุง ขอบคุณนะที่มาเป็นเพื่อน ” ฟิริน่าวางเลมอนทีไว้บนตักพร้อมกับเงยหน้ามองท้องฟ้า

“อา..ชั้นก็เหมือนกัน…รู้สึกผ่อนคลายไปมากเลยล่ะ ดีแล้วล่ะที่ได้มา” ไกด์ตอบรับคำพูดของเธอ

“แต่พอคิดไปถึงวันต่อไปที่จะต้องออกไปต่อสู้ต่อไปอีกแล้วนี่ก็เหมือนเป็นความฝันเลยนะ…ถ้านี่เป็นความฝันล่ะก็ชั้นก็อยากจะฝันแบบนี้ต่อไปไม่อยากจะตื่นขึ้นเลย ชั้นไม่รู้ว่าเราจะต้องต่อสู้ไปอีกเท่าไร  มือของชั้นจะต้องเหนี่ยวไกปืนนั่นเพื่อพรากชีวิตคนอีกสักเท่าไหร่….ชั้นไม่อยากเลยจริงๆไม่อยากจะยิงใครหรือทำให้ใครต้องเจ็บปวด ชั้นนี่อ่อนแอจริง ๆ ไหนจะเรื่องของแพทจังกับเอน่าอีก ตัวชั้น..ชั้น..”

มือของฟิริน่าค่อยๆสั่นเทา ใบหน้าที่เต็มใบด้วยความสุขเมื่อครู่ค่อย ๆ ถูกย้อมด้วยความเศร้าลงทันใดหยาดน้ำตาค่อยเอ่อล้นออกมาจากใบหน้าสีชมพูของเธอ แต่ระหว่างที่เธอกำลังทุกข์อยู่นั้นมือของไกด์ค่อยเช็ดหยาดน้ำตาที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าของเธอก่อนจะเลื่อนลงมากุมลงบนมือที่สั่นเทาของเธอ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 26, 2010, 05:25:04 PM โดย raymiel02 » บันทึกการเข้า
LINKS
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 526


hikari_shine@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: กันยายน 06, 2010, 02:53:07 AM »

“ฟิริน่า ..เธอไม่ได้อ่อนแอสักนิด เธอน่ะอ่อนโยนเกินไปต่างหาก จะมีใครบ้างที่เจอเรื่องมาตั้งเยอะแบบเธอแล้วยังคงยิ้มอยู่ได้น่ะ…เธอน่ะเข้มแข็งอยู่แล้ว…

ส่วนเรื่องที่เราต้องสู้ไปอีกนานแค่ไหนนั้น ชั้นไม่รู้หรอก แต่ว่ายังไงวันที่สิ้นสุดการต่อสู้มันก็ต้องมาถึงอย่างแน่นอน ชั้นเชื่ออย่างนั้น และจะทำให้วันนั้นมัน

เป็นจริงขึ้นมาให้ได้ ทั้งเรื่องแพท เอน่า และทุกคน ชั้นเชื่อว่าพวกเราต้องกลับมาเป็นเหมือนก่อนได้อย่างแน่นอน เพราะงั้นเธอเองก็เชื่อมั่นแบบเดียว

กับชั้นเถอะนะ..จากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นชั้นก็จะคอยอยู่ข้างเธอและจะเป็นกำลังให้เธอเอง ความเจ็บปวดของเธอชั้นจะช่วยแบกรับมันเอาไว้เองน่า”
ไกด์บีบมือของเธอเอาไว้เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเธอ เขารู้อยู่เสมอว่าเธอว่าไม่เหมาะกับเรื่องแบบนี้หรอก ฟิริน่าใจดีและอ่อนโยนเกินกว่าที่จะเป็นทหาร

และเป็นคนแย่งชิงชีวิตของคนอื่น ถึงเขาเองจะไม่ชอบทำแบบนั้นเหมือนกันกับเธอ แต่เขาก็เป็นผู้ชายเรื่องแบบนี้เขาจึงค่อยๆทำใจยอมรับได้ง่ายกว่า

“..ขอบคุณนะ..ไกด์คุง”

ฟิริน่าตอบรับพร้อมๆกับหลับตาลงพิงไหล่ของไกด์ ถึงมันจะไม่ได้ทำให้เธอสบายใจได้ทั้งหมดแต่อย่างน้อยการที่คนที่เธอเชื่ออย่างเขาอยู่ข้างๆเธอ มัน

ก็ทำให้เธอมีกำลังใจมากขึ้นและก็รู้สึกดีขึ้น ไกด์กุมมือเธออยู่พักนึง จนรู้สึกว่าเธอจะสบายใจแล้วเขาจึงปล่อยมือของเขาออกจากมือของเธอ

“ยังพอมีเวลาอยู่นะ เธออยากไปที่ไหนอีกรึปล่า”

ไกด์หันมาถามต่อเมื่อเห็นเธอสบายใจขึ้นซึ่งเขาก็อดยิ้มไม่ได้เพราะว่าคนที่เขาถามหลับปุ๋ยไปบนไหล่ของเขาซะแล้ว

“พอสบายใจก็หลับเลยสินะเนี่ย ..แต่ก็ดีแล้วล่ะยัยนี่ก็จะได้พักผ่อนบ้าง ชอบทำเก่งว่าไม่เป็นไรอยู่เรื่อย ทั้งที่ตัวเองทำงานเหนื่อยจะตายแท้ๆ…ยังมีเวลา

อีกพักนึงอยู่แบบนี้ไปอีกสักพักก็แล้วกัน”

ไกด์พูดขึ้นมาขณะที่มองไปที่ฟิริน่าที่กำลังหลับอย่างมีความสุข… แล้วเขาเองก็ได้ปฏิญาณตนเองในใจต่อหยาดน้ำตาอุ่น ๆ ที่เขารู้สึกได้บนมือของเขา

และรอยยิ้มของเธอที่ฉายอยู่บนนัยน์ตาของเขา

“จากนี้ไปชั้นจะทำให้พวกเราทุกคนกลับมาเป็นเหมือนเดิมและจบเรื่องทุกอย่างลงให้ได้ และฟิริน่าตั้งแต่วันนี้ไปชั้นสัญญา  ชั้นจะไม่ยอมให้ใครทำให้

เธอต้องเศร้าหรือเจ็บปวดแบบนี้อีกแล้ว ชั้นจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเธอให้ได้ ถ้าใครก็ตามที่ทำให้เธอเจ็บหรือร้องไห้ ชั้นจะลงมือโดยกับเจ้านั่นโดยไม่

ลังเลอีกต่อไป แม้ว่าต่อให้มือคู่นี้ของชั้นจะต้องเปื้อนเลือดไปก็ตาม...ชั้นตัดสินใจแล้ว”

>>>What Next On The Day of Guardian?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 26, 2010, 05:24:32 PM โดย raymiel02 » บันทึกการเข้า
LINKS
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 526


hikari_shine@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: กันยายน 06, 2010, 03:05:35 AM »

[Episode 10 - The Day of Guardian –] [7]

มิสตี้ยังคงได้แต่นอนดูเพดานของห้องต่อไป เพราะถึงแม้ชาเพนจะมารักษาให้เธอด้วยก็ตาม แต่เขาก็บอกได้แค่ว่าอาการของเธอคืออาการอ่อนแอลงของร่างกายจากการใช้งานอย่างหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน ราวกับว่าเธอไม่ได้พักผ่อนมาเป็นสัปดาห์และด้วยผลกระทบจากการได้รับบาดเจ็บด้วยทำให้มีอาการเป็นเวลานาน แต่ก็ยังมีข่าวดีอยู่ตรงที่อาการบาดเจ็บของเธอกำลังจะหายดีแล้ว คาดว่าอีก2-3วัน เธอก็จะใช้ชีวิตเป็นปกติได้ และเธอพ้นจากการกักบริเวณแล้ว สามารถไปเดินเล่นได้

“เฮ้อ! สุดท้ายแล้วเราก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร หรือว่าตอนเราไม่รู้สึกตัว เราไปซ้อมต่อสู้กับใครมารึไงนะ แต่เอแบบนั้นก็เรียกว่าเราละเมอเหรอ…แต่ปกติเราก็ไม่เป็นแบบนั้นนะ…เฮ้อ!คิดไม่ออกเลยแฮะ!....ออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้างดีกว่า..”มิสตี้นอนคิดไปคิดมาจนเหนื่อยก็คิดไม่ออก สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจจะลองออกไปเดินเล่นบ้าง
เธอค่อยๆลุกจากเตียงอย่างทุลักทุเลนิดหน่อย ก่อนจะค่อยเดินไปตามแนวของผนังเพื่อที่จะไปหาที่สูดอากาศข้างนอกยานบ้าง… แต่เธอก็ต้องใช้ความพยายามอยู่พอสมควร เพราะร่างกายของเธอมันช่างเคลื่อนไหวได้ลำบากยิ่งนัก ราวกับว่ามีใครเอาโซ่มาล่ามเอาไว้อย่างนั้น
มิสตี้เดินไปตามทางเรื่อยๆด้วยตัวคนเดียวพร้อมกับคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย…

“วันนี้ลูชิเฟอร์คุงก็ยังไม่มาเยี่ยมเราเลย งานคงจะยุ่งล่ะมั้ง งั้นรุ่นพี่ไกด์ก็คงจะยุ่งด้วยสินะ” มิสตี้ก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้อยู่บ้าง เลยคิดว่าลูชิเฟอร์ไม่ว่าง

“แต่เราก็อยากเจอรุ่นพี่จัง อย่างน้อยเราก็จะได้เข้าใจว่าตอนนี้สถานการณ์ของโลกเรามันเป็นยังไงบ้าง บางทีรุ่นพี่อาจจะรู้…แต่..เราจะคุยกับรุ่นพี่ได้รึเปล่านะ”
มิสตี้คิดย้อนไปตอนที่เธออยู่ปี1ที่อคาเดเมียที่ได้พบกับไกด์ที่อยู่ปี2 “เราประทับใจรุ่นพี่ตั้งแต่แรกพบเพราะวันนั้นรุ่นพี่อุตส่าห์วิ่งไล่ตามคนที่ขโมยกระเป๋าเราไปแถมยังทุ่มสุดตัวสู้กับเจ้านั่นทั้งๆที่เจ้านั่นใช้สปาต้าร์อันเบ้อเริ่มในขณะที่รุ่นพี่มือเปล่าล้วนๆเอาชนะได้อย่างสวยงาม..(จริงๆแล้วไม่ใช่แบบนั้น...ไกด์ก็แค่วิ่งตามผู้ชายคนนั้นมาเพราะว่าเขาโดนขโมยกระเป๋าเงินมากเท่านั้นไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าทวงตังค์ของตัวเองคืน) แถมเอามาคืนแล้วก็ยังอุตส่าห์พาเราที่กำลังหลงทางมาโรงเรียนได้ถูกอีกด้วย (จริงๆไกด์ก็แค่ต้องมาทางนี้เท่านั้น) จากนั้นเราก็พยายามจะคุยด้วยทุกครั้งที่เจอ แต่ราวกับชะตากรรมกลั่นแกล้ง มันล้มเหลวทุกครั้ง ไม่ว่าจะพยายามทักทายตอนเช้าแต่สุดท้ายก็ตัวแข็งทื่อ หรือตั้งใจจะไปนั่งทานข้าวข้างๆตอนกลางวัน แต่ก็ดันไปสะดุดหกล้มเละเทะ ขายหน้าคนอื่นซะก่อนจนไม่กล้าคุย และเพราะแบบนี้เราก็เลยไม่กล้าสู้หน้ารุ่นพี่เลยสุดท้ายเราก็เลยทำได้แต่แอบมองรุ่นพี่ห่างๆไม่ได้เข้าไปคุยเลยจนกระทั่งรุ่นพี่จบเร็วกว่ากำหนด ขนาดจะเข้าไปแสดงความยินดีเราก็...ได้แต่ฝากของขวัญไปให้ ไม่กล้าเข้าไปให้เอง คิดแล้วเรานี่น่าสมเพชจริงๆ เฮ้อ!” ไม่ว่าจะทำอะไรต่อหน้าไกด์ มิสตี้ก็ผิดพลาดไปหมด…เธอจึงได้แต่ถอนหายใจ

“ไม่เป็นไร ถึงกับรุ่นพี่ไกด์จะไม่ได้ แต่ยังมีรุ่นพี่ฟิริน่าอยู่…รายนั้นน่าจะคุยได้ง่ายกว่า แถมยังดูเป็นคนดี เรียบร้อย เข้าใจอะไรได้ง่าย แถมยังเก่งรอบตัวซะด้วย เธอผิดคาดกว่าที่เราคิดไว้เยอะเลย  ถึงเราจะไม่ค่อยได้คุยเพราะโอกาสมีน้อยก็เถอะ.. จริงๆเธอก็พอจะรู้จักฟิริน่ามาก่อนแล้ว ในฐานะประวัติกาลที่เป็นมิสอคาเดเมีย หรือที่เรียกว่าอคาเดเมียปริ้นเซสนั่นเอง คนที่100 พอดี และเป็นคนเดียวที่ได้คะแนนท่วมถ้นอย่างไม่น่าเชื่อแบบที่ว่าเอาไปเทียบกับปีก่อนๆไม่ได้เลย และด้วยความที่ต้องถ่ายรูปลงนิตยสารเยอะแยะแถมยังต้องไปลงประกวดอย่างอื่นอีกหลายๆอย่าง เลยทำให้คนรู้จักไปทั่วนั่นล่ะ... มิสตี้คิดย้อนไปถึงตอนที่เธอรู้จักฟิริน่าตัวจริงใหม่ๆที่อคาเดเมีย
และวันเปิดเรียนวันที่สี่ของเธอ เธอก็ได้พบกับฟิริน่าตัวจริงที่หน้าประตูของอาคารเรียนรวม

“อ๋า!! จะสายแล้ว เพราะคุณพ่อบังคับให้ฝึกบ้าๆแบบนั้นแท้ๆ แต่เราก็บ้าไปทำซะได้ก็เลยเหนื่อยจนลุกไม่ขึ้นเลย ทั้งๆที่คิดว่าหนีมาเรียนที่นี่แล้วจะรอดแล้วน้า...ยังตามมาให้ทำได้อีก”มิสตี้รีบวิ่งออกจากห้องพร้อมๆกับข้าวเช้าที่เป็นเพียงแค่ขนมปังปิ้งสองแผ่น

“เอาเถอะ วันนี้แค่วันเดียว พรุ่งนี้ก็จะได้ย้ายเข้าไปอยู่หอข้างในจะได้ตื่นสายได้อีกหน่อย...คุณย่า หนูไปนะคะ”มิสตี้ที่เข้าเรียนอคาเดเมียได้ย้ายมาอยู่ในตัวเมืองที่บ้านของคุณย่าของเธอเอง  แต่พรุ่งนี้เธอจะย้ายเข้าไปอยู่ในตัวของโรงเรียนแล้ว
มิสตี้ออกจากบ้านแล้วก็ค่อยเดินไปโรงเรียน ถึงวันนี้จะเป็นวันที่สี่ที่ได้มาเรียนที่นี่ เธอก็ยังตื่นเต้นอยู่หน่อยๆอยู่เลย

“วันนี้ก็ไม่เจอรุ่นพี่อีกแล้วแฮะ ทั้งที่คิดว่าจะได้เจอกันอีกแท้ๆ…”มิสตี้ คิดในใจ ขณะที่กำลังวิ่งไปอคาเดเมีย

“มิสตี้ วิ่งช้าแบบนั้นเดี๋ยวสายนะ แล้วมันอะไรของเธอล่ะ ขนมปังในปากนั่นน่ะ”มิกิ เพื่อนของมิสตี้วิ่งมาจากข้างหลังพร้อมกับแซงหน้าขึ้นไป

“อื้ม!!” มิสตี้ได้แต่พยักหน้ารับเพราะติดขนมปังในปากพูดไม่ได้ ก่อนจะเริ่มวิ่งตามไปในขณะที่มิกิวิ่งไปไกลแล้ว จนในที่สุดก็เธอก็วิ่งมาถึงหน้าอคาเดเมียซะที ที่มันลำบากแบบนี้เพราะที่บ้านของย่าเธอ รันนิ่งโร้ดยังไปไม่ถึงนั่นเอง

“ตุบ! อุ้ย…ว้าย!..ขอ..ขอโทษค่ะ”มิตี้ชนเข้ากับผู้ชายคนนึงที่หน้าประตูทางเข้าอคาเดเมียจนเธอล้มลง นี่ก็น่าจะความผิดเธอเองที่ซุ่มซ่ามวิ่งไม่ดูทางให้ดี แต่ก็นะใครจะไปหลบคนที่อยู่ๆก็พนรวดออกมาทัน เธอก็เลยขอโทษไว้ก่อนจะได้จบๆไป แต่มันคงจะไม่เป็นไปอย่างที่คิดซะแล้ว

“วิ่งยังไงของเธอ ไม่ดูตาม้าตาเรือเลยนะ  ดูสิเนี่ยเสื้อชั้นตัดจากผ้าราคาแพงแท้ๆ เปื้อนหมดเลย...”ชายหนุ่มคนนั้นค่อยปัดขนมปังแผ่นที่ติดบนเสื้อออก แต่มันก็ยังคงมีคราบของแยมสตอร์เบอรี่ติดอยู่บนเสื้ออยู่เลย

“ชิ! เปื้อนอะไรขนาดนี้วะเนี่ย ทุเรศจริง แค่นี้น่ะ”เขายังคงบ่นไม่เลิก

“เอ่อ ชั้นขอโทษค่ะๆๆ”มิสตี้ยังคงพยายามขอโทษต่อไป แต่รู้สึกจะไม่เป็นผลสักเท่าไร เพราะยิ่งรู้สึกว่าเธอขอโทษ มันยิ่งไปบันดาลโทสะของเขามากขึ้น

“ยัยนี่มันน่านัก”ชายหนุ่มเงื้อมือจะทำร้ายหญิงสาว ซึ่งมิสตี้ก็ได้แต่หลับตา จริงๆถ้าเธอจะสู้จริงๆคงซัดหมอนี่ร่วงไปแต่แรกแล้ว แต่การไม่มีเรื่องเธอคิดว่าดีที่สุด

“น้องเค้าก็ขอโทษขนาดนี้แล้ว ทำไมต้องไปถึงกับลงมือด้วยคะ คุณฮิคส์”ฟิริน่าที่ได้เห็นเหตุการณ์เดินออกมาขวางฮิคส์ไว้ เธอพอจะรู้ว่าทำไมฮิคส์ถึงเป็นคนที่ใช้แต่อารมณ์แบบนี้ เพราะจริงๆมันมีสาเหตุมาจากเธอ

มิสตี้อึ้งๆที่อยู่ๆผู้หญิงคนนี้ก็เดินมาปกป้องเธอซะงั้น ทั้งที่ไม่ได้รู้จักมักจี่กันเลย

“อะไรของเธอ ฟิริน่า ทำไม? ผมจะทำอะไรมันก็เรื่องของผม อ้อ!นี่คิดจะเรียกคะแนนอีกด้วยการออกหน้ารับแทนรุ่นน้องอีกรึ มันคงได้ผลดีอยู่หรอก ก็เธอเล่นหว่านเสน่ห์ไปทั่วจนเค้าหลงเธอจนหมดแล้วนี่ คงภูมิใจมากสินะที่ได้เป็นถึงปริ้นเซสของอคาเดเมียแล้วนี่ ”ฮิคส์พูดออกมาเมื่อเห็นฟิริน่าเดินมาป้องกันมิสตี้ ที่เขาไม่ชอบเธอก็เพราะเธอทำให้พี่สาวเขาทำตัวตกต่ำเพราะพ่ายเธอหมดรูปในคะแนนความนิยม และแพ้อย่างยุติธรรมแท้ๆ ซึ่งจริงๆมันก็ไม่ใช่ความผิดของฟิริน่าสักนิด

“คนคนนี้เองเหรอ ปริ้นเซสของอคาเดเมีย..ไม่อยากจะเชื่อเลย ผิดกับอิมเมจที่เราตั้งไว้ลิบลับ ตอนที่เราเห็นในหนังสือคิดว่าจะเป็นพวกหยิ่ง ถือตัว นิสัยแบบคุณหนู  ไม่สนใจใครซะอีก...”มิสตี้ คิดในใจ

“คุณอยากจะพูดอะไรก็พูดไปเถอะค่ะ แต่ชั้นอยากให้คุณเลิกทำแบบนี้กับคนอื่นซะที ถ้าไม่พอใจเรื่องของชั้นก็มาลงที่ชั้นสิ”ฟิริน่าตัดบท เพราะเธอรู้ว่าเขาไม่ชอบเธอเพราะเรื่องอะไร และก็พยายามอธิบายไปหลายรอบแล้วก็ไม่เข้าใจสักที จึงตัดใจไป

“ได้ อยากให้ลงที่เธอใช่มั้ย... ชั้นตั้งใจจะลงมือลงโทษที่ยัยเด็กนี่ทำให้เสื้อชั้นเลอะ ด้วยการตบยัยเด็กที่ไร้มารยาทนี่สักสองที เธอจะรับแทนมั้ยล่ะ.. ชั้นจะได้ถือว่าเรื่องนี้จบกันไป...”ฮิคส์ท้าทาย เขาไม่รู้เลยว่าถ้าตบเธอแล้ว เขาจะต้องได้จมกองทัพบาทาของกลุ่มที่เป็นองครักษ์ของเธอ เขาเพียงแค่อยากสะใจและอยากให้เธอแสดงธาตุแท้มาว่า ตัวเองก็ห่วงสวยเหมือนผู้หญิงคนอื่น ไม่ได้เป็นนางฟ้าที่พร้อมจะยอมเจ็บตัวเพื่อคนอื่นได้ เหมอนภาพลงที่คนอื่นมองเธอเป็นนางฟ้า เขาจะฉีกภาพนั้นออก... “เอาเลยสิ ชั้นว่าเธอไม่กล้าหรอก แต่ถึงยังไงชั้นก็กำไร ถ้าเธอไม่ยอมชั้นก็ชนะ ถึงเธอยอมชั้นก็ได้สะใจ ยังไงชั้นก็กำไรทั้งสองทาง”

“..ไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้ค่ะรุ่นพี่ เรายังไม่ได้รู้จักกันเลยนะคะแบบนี้หนูไม่..”มิสตี้ยังพูดไม่ทันจบ ฟิริน่าก็ตัดบทขึ้นมา

“ทั้งหมดเป็นความผิดของชั้นมาก่อน ไม่งั้นเขาก็คงไม่เป็นแบบนี้จ้ะ”ฟิริน่าพูดกับมิสตี้ก่อนเดินไปหาฮิคส์ ทำให้มิสตี้งงๆนิดหน่อย

“เอาเลยค่ะ ชั้นพร้อมแล้ว”ฟิริน่าจ้องตาฮิคส์ด้วยความมุ่งมั่น ฮิคส์ไม่อยากจะเชื่อว่าเธอจะกล้า แต่ยังไงเขาก็เงื้อมือตบเต็มแรง
เพี๊ยะ.....และอีกครั้ง เพี๊ยะ…. เหล่านักเรียนที่เดินผ่านก็อึ้งกับภาพที่เห็นแต่โชคดีที่ไม่ได้มีนักเรียนชายผ่านมา ฮิคส์จึงยังไม่ถูกยำตรีนตอนนี้ แต่เหตุการณ์ทั้งหมดได้อยู่ภายใต้สายตาของเด็กหนุ่มสองคนที่เฝ้าดูอยู่ห่างๆโดยไม่ได้เข้าไปช่วย คนนึ่งผมดำทรงเหมือนเม่น อีกคนก็ผมทรงคล้ายๆกันแต่มีสีเหลือง
ฟิริน่ายังคงจ้องหน้าเขาอยู่แบบเดิม ด้วยสายตาที่มุ่งมั่น “พอใจแล้วรึยังคะ ถ้ายังไม่พอก็ตบให้พอใจเลยค่ะ”ทำให้ฮิคส์รู้สึกกลัวขึ้นมา

“ชิ...ถือว่าจบก็ได้”ฮิคส์สบถก่อนจะเดินจากไปอย่างเซ็งๆ เพราะถึงมันจะดูเหมือนว่าเขาสะใจแต่จริงๆ แต่จริงๆผลที่ได้มามันช่างทำให้เขาหงุดหงิดที่เขากลัวสายตาของเธอ...
หลังจากที่ฮิคส์เดินไป

“เอ่อ ขอบคุณค่ะรุ่นพี่ หนูไม่รู้จะขอบคุณยังไงดีที่ช่วยไว้ตอนนี้”มิสตี้เดินไปขอบคุณฟิริน่า

“ไม่เป็นไรจ้ะ ยังไงก็คราวหน้าระวังๆเอาไว้ก็แล้วกัน ฮิคส์น่ะ เขาโหหงุดหงิดง่ายๆแบบนี้ อย่าไปอยู่ใกล้ๆเขาก็แล้วกัน”ฟิริน่ายิ้มให้

“เจ็บมากมั้ยคะ รุ่นพี่..ฟิริน่า ขอเรียกแบบนี้นะคะ”มิสตี้เห็นแก้มที่ถูกตบเป็นรอยแดงๆเธอก็ถามเพราะเป็นห่วง

“นิดหน่อยจ้ะ ไม่เป็นไรมากหรอก ไปเรียนเถอะจ้ะ จะสายแล้วจริงๆนะ”ฟิริน่าดูเวลาพร้อมๆกับบอกมิสตี้

“เอ้อค่ะ งั้นหนูไปเรียนก่อนนะคะ...ขอบคุณค่ะ”มิสตี้ออกวิ่งต่อไปในอคาเดเมีย แต่แล้วเธอ..

“หนู..มิสตี้ รีสทีน รุ่นพี่คะ ตอนเที่ยงวันนี้หนูอยากจะพบเพื่อขอบคุณรุ่นพี่ ถ้ายังไงไปทานข้าวด้วยกันที่ดาดฟ้าของตึก7 นะคะ หนูจะไปรอนะคะ”มิสตี้พูดจบก็วิ่งไปเลยโดยที่ไม่รอคำตอบจากฟิริน่า

“ไม่รอคำตอบเลยเหรอ เอาเถอะ ไม่เป็นไร เราไปตามที่ชวนก็แล้วกัน”ฟิริน่าคิดใจกอนจะเผลอยิ้มออกมา
หลังจากนั้นก่อนพักเที่ยงไม่นาน ก็มีรถพยาบาลมาที่โรงเรียนแล้วฮิคส์ก็ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัสโดยไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดจากอะไร แน่นอนคนที่รู้มีเพียงเด็กหนุ่มสองคนที่เห็นเหตุการณ์ในตอนแรกแค่นั้น และเรื่องนี้ก็ลือไปถึงหูของมิสตี้ ก่อนจะถึงพักเที่ยง และเธอก็เตรียมข้าวกล่องไปรอฟิริน่าที่ที่นัดพบ

“รุ่นพี่จะมามั้ยน้า!”มิสตี้ยืนบ่นอยู่คนเดียว จริงๆเธอก็แอบคิดอยู่ว่าอยู่ๆไปชวนระดับปริ้นเซสคนนั้นจะมาแน่เร้อ

“รอนานมั้ยจ้ะ”ฟิริน่าเดินมาพร้อมกับรอยยิ้ม

“รุ่นพี่มาจริงๆด้วยสินะคะ”มิสตี้ดีใจก่อนจะวิ่งไปหา และทั้งสองคนก็นั่งทานข้าวด้วยกัน และคุยกันไปหลายๆเรื่องๆ ทำให้มิสตี้ได้รู้ว่าสิ่งที่เธอมองและคิดว่าฟิริน่าเป็นอย่างไรในตอนแรกนั้นผิดทั้งหมด ฟิริน่าเป็นคนดีกว่าที่เธอคิดไว้เยอะ นี่คือตัวจริงของอคาเดเมียปริ้นเซสที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อนจนวันนี้

“เหมือนฝันเลยนะคะเนี่ย ได้นั่งทานข้าวกับดารา หนูยังไม่อยากเชื่อเลยค่ะ”มิสตี้พูดขณะที่ทานข้าวกันอยู่

“’งั้นพี่ก็ดีใจจ้ะ...แต่จริงๆอยากให้มองว่าอยู่กันแบบรุ่นพี่รุ่นน้องธรรมดามากกว่านะจ้ะ”ฟิริน่ายิ้ม ก่อนจะพูดประโยคนั้น

“ทำไมล่ะคะ รุ่นพี่พูดเหมือนไม่ชอบตำแหน่งนี้เลย”มิสตี้ถามออกมา

“ก็...นะ ไม่เคยรู้สึกชอบเลยล่ะจ้ะ มันไม่ใช่ตัวของชั้นนี่ ชั้นแค่อยากจะอยู่แบบเป็นอิสระ เป็นแค่นักเรียนธรรมดาคนนึง แต่มันก็ช่วยไม่ได้ที่ถูกคนอื่นยัดเยียดของแบบนี้มาให้นี่นะ เป็นแล้วก็เหมือนต้องเป็นความหวังให้กับคนอื่น และก็เพราะเป็นสิ่งนี้แหละ คุณฮิคส์เค้าถึงได้เป็นแบบนั้น เพราะว่าพี่สาวเค้าฝันถึงตำแหน่งนี้ไว้มาก พอไม่ได้ก็เลย ทำให้พี่เค้าเสียใจมากจนทำตัวตกต่ำลง ชั้นถึงรู้สึกว่ามันเป็นแค่สิ่งที่นำความเศร้ามาเท่านั้น ไม่ได้มีความสุขเลยสักนิดจ้ะ”ฟิริน่าพูดเรื่องนี้ให้มิสตี้ฟังเฉยๆ เธอก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเล่าให้มิสตี้ฟังเหมือนกัน

“อา..เพราะงั้นรุ่นพี่ถึงได้ยอมให้เค้าทำแบบนั้นสินะคะ... ถ้าเป็นคนอื่นไม่ใช่หนูรุ่นพี่จะช่วยมั้ยคะ”มิสตี้ เมื่อได้ฟังเธอก็รู้ว่าทำไมฟิริน่าถึงยอม

“ถ้าตอนนั้นเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เธอ แต่คนก่อเรื่องเป็นคุณฮิคส์ พี่ก็ต้องช่วยอยู่ดีล่ะจ้ะ เพราะพี่เป็นสาเหตุไงจ้ะ”ฟิริน่าตอบ

“อา..ค่ะ..รุ่นพี่เป็นคนดีจริงๆด้วยค่ะ เห็นมั้ยคะ คนที่ชื่อฮิคส์นั่นถูกพระเจ้าลงโทษเลยเพราะมารังแกรุ่นพี่”มิสตี้ที่ได้ยินข่าวมาก่อนจะมาพบเล่าเรื่องฮิคส์ต้องเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน ทำให้ฟิริน่าอึ้งไปเลย เพราะเธอไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่สุดท้ายก็พอจะเดาๆได้ล่ะนะ สุดท้ายหลังทานข้าวเสร็จทั้งสองก็แยกกันกลับไปเรียน มิสตี้เองก็เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อปริ้นเซสคนนี้ในตอนแรกไปอย่างสิ้นเชิง เธอภูมิใจที่ถึงแม้จะซวยทั้งสองวันแต่ก็ได้เจอคนดีๆตั้งสองคน …

กลับมาปัจจุบัน

“นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ได้ทานข้าวด้วยกัน แต่หลังจากนั้นก็ได้พบความจริง ด้วยฐานะของรุ่นพี่ในอคาเดเมีย การที่มาทานข้าวหรือมาคุยกับเราได้วันนั้นช่างเหมือนฝันจริงๆ”มิสตี้ เข้าใจความจริงเพราะตั้งแต่วันนั้น ฟิริน่ามีแต่คนรุมล้อม และใช้เวลากับทั้งการเรียนและทำงานหนักมากจนเธอแทบจะไม่มีโอกาสเจอเลย...

“แต่จะว่าไปทั้งรุ่นพี่ฟิริน่ากับรุ่นพี่เรย์ไกส์ก็สนิทกันมากเลยแฮะ สุดท้ายแล้วเค้าคบกันรึเปล่านะ อยากรู้จริงๆ”มิสตี้คิดต่อ
มิสตี้คิดไปเรื่อยจนเพลินและในที่สุดเมื่อเธอหยุดคิดก็พบว่า...

“เอ๊ะ...นี่เรา อยู่ตรงไหนแล้วเนี่ย มันเหมือนกันหมดเลยอ่ะ...รึว่านี่เรา..หลงทางซะแล้ว”มิสตี้ที่เดินคิดมาเพลินจนเกินไป กว่าจะรู้ตัวเธอก็หลงทางซะแล้ว...

“ทำไงดีล่ะเรา จะไปทางไหนดีล่ะ เรานี่แย่จังเลย ทำไงดีๆๆ”มิสตี้เลิ่กลั่กเพราะไม่รู้จะไปทางไหนดี แต่ขณะที่เธอกำลังไม่รู้จะทำไงดี ร่างการของเธอก็เริ่มอ่อนแรงลงอีกครั้ง ทำให้มิสตี้ที่ตอนนี้แทบไม่มีแรงอยู่แล้ว โซเซไปมา

“เวลาแบบนี้ ร่างกายเรายังมาเป็นแบบนี้อีก ...อ่ะ…ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยจังเลย..แถมยัง เจ็บ..ไปหมดทั้งตัว”มิสตี้ค่อยๆแย่ลงจนเธอเริ่มไม่สามารถจะคุมสติไม่อีกจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นต่อจากสภาพไม่มีแรงนั้น นี่เป็นผลข้างเคียงจากยาที่ชาเพนให้มันจะกระตุ้นให้ร่างกายกลับมาป็นปกติเร็วขึ้น แต่ก็ต้องทนกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอย่างมาก ซึ่งจริงๆเขาก็บอกผลนี้ไว้กับมิสตี้แล้วว่าถ้าทานยานี้แล้วห้ามลุกไปไหนเด็ดขาด แต่มิสตี้ลืม!!
ร่างของมิสตี้ค่อยๆหมดกำลังที่จะทรงตัว ด้วยความเจ็บปวดทำให้สติของเธอค่อยๆริบหรี่ลง ก่อนเธอจะล้มฟุบไปและภาพสุดท้ายที่เธอจำได้คือ ผู้หญิงทรงตู้มคนนึงเป็นคนมารับร่างของเธอไว้...

เอาล่ะมาดูการซ้อมของผู้หมวดเอ็กส์ โรจิส และไกด์กันบ้าง เพราะดูท่าว่าจะจบลงแล้ว
ภายในห้องซ้อมนั้นมีเพียงโซลน่อลเซเวียร์ของไกด์ที่ทรุดลงคุกเข่าต่อหน้าเอ็กส์คาวาเลียร์และไนท์พาราดินที่อยู่ตรงหน้า ผลการซ้อมต่อสู้ได้ออกมาแล้ว...หลังจากทั้งสามเข้าซ้อมกันมา 3ชั่วโมงกว่าแล้ว

“วันนี้ พอเท่านี้แหละนะ เจ้าหนู  ฝืนมากเกินไปร่างกายจะแย่เอา ”เอ็กส์พูดขณะที่เห็นไกด์ยังคงพยายามบังคับโซลน่อลเซเวียร์ให้ยืนขึ้นมา

“แต่ว่า ผม...ผม ยังไหวนะครับ”ในที่สุดไกด์ก็บังคับโซลน่อลเซเวียร์ยืนขึ้นอีกครั้งจนได้

“..ไหวแน่เหรอ..ไกด์คุง”โรจิสพูดพร้อมกับให้ไนท์พาราดินฟาดก้อนหินขนาดใหญ่พอสมควรสองก้อนเข้าใส่โซลน่อลเซเวียร์ที่ลุกขึ้มมาได้ ซึ่งถ้าไหวไกด์ก็น่าจะบังคับให้หลบได้ แต่เขากลับเลือกจะป้องกัน ทำให้โซลน่อลเซเวียร์ลงไปนอนกองอีกครั้งที่รับแรงจากหินที่ไนท์พาราดินฟาดใส่...

“ไง เข้าใจแล้วสิ แค่ยืนยังจะไม่ไหว วันนี้พอแค่นี้ตามที่คุณเอ็กส์ว่าเถอะนะ ไม่ใช่ว่าจะฝึกด้วยกันอีกไม่ได้นี่ วันนี้ไม่ชนะ พรุ่งนี้ก็พยายามเอาชนะให้ได้สิ”โรจิสพูด

“ขะ..เข้าใจแล้วครับ”ถึงจะรู้สึกเจ็บใจที่ไม่ชนะ แต่ไกด์ก็เข้าใจอย่างที่โรจิสว่านั่นล่ะวันนี้ไม่ชนะพรุ่งนี้ก็พยายามใหม่
ทั้งสามคนออกจากเวอร์ช่วลซิมูเลเตอร์มายืนคุยกัน

“สุดท้ายผมก็เอาชนะทั้งสองคนไม่ได้จริงๆ แต่ยังไงผมก็จะพยายามต่อไป วันนี้ขอบคุณมากครับ”ไกด์เดินมาขอบคุณทั้งสองที่ฝึกให้

“ไม่เป็นไรหรอก สำหรับชั้นถือว่าเป็นการฝึกที่ดีทีเดียวล่ะ เจ้าหนู หัวใจของดาบคู่นั้นสำคัญที่ความเร็วในการโจมตีและการพลิกแพลงใช้เป็นหลัก พลังโจมตีเป็นเรื่องรองลงไป ยิ่งโจมตีได้เร็วเท่าไรพลิกแพลงได้มากเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะจะยิ่งไม่เปิดช่องว่างให้คู่ต่อสู้สวนการโจมตีมาได้นี่เป็นบทเรียนของวันนี้ ”เอ็กส์สรุปบทเรียนให้ไกด์ฟัง

“อย่าลืมนึกถึงการป้องกันการโจมตีด้วยล่ะไกด์คุงน่ะมีจุดอ่อนที่การป้องกันการโจมตี เพราะมักมุ่งมั่นกับการโจมตีมากเกินไปจนทำให้การรุก-รับเสียสมดุล ถ้ามีความเร็วในการโจมตีมากแล้วล่ะก็ความเร็วในการตั้งรับก็ต้องสูงตามไปด้วย เพื่อปรับให้เข้ากัน อย่าลืมที่จะฝึกป้องกันเอาไว้ด้วย ถึงแม้จะบอกว่าการป้องกันที่ดีที่สุดคือการโจมตี แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกนะ”โรจิสเสริมจากที่เอ็กส์พูด

“การสอนวันนี้จบลงเท่านี้ เอาล่ะไปพักได้แล้ว”เอ็กส์พูด

“ขอบคุณทั้งสองคนมากครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ พอดีจะแวะไปห้องพยาบาลสักหน่อยครับ”ไกด์พูดพร้อมกับโค้งให้ ทำให้โรจิสที่ที่เกรงใจกับเรื่องแบบนี้ต้องรีบไปห้าม
และไกด์ก็เดินออกไป จนถึงประตู

“เจ้าหนู แกน่ะ อย่าได้หลงไปกับความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว จนลืมหัวใจที่อ่อนโยนที่ตัวแกมีล่ะ แล้วก็อย่าลืมสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปวันนี้ล่ะ”เอ็กส์ทิ้งท้าย ซึ่งไกด์ก็หันมาพยักหน้ารับก่อนจะออกไป
เมื่อไกด์ออกไปโรจิสก็พูดกับเอ็กส์

“เป็นการฝึกซ้อมที่ดีนะคะ คุณเอ็กส์กระตุ้นเค้าได้ดีทีเดียว แถมยังสอนได้ดีอีกต่างหาก แล้วคิดว่าเขาเป็นยังไงคะ”โรจิสพูดขึ้น

“เรื่องกระตุ้นนั้นชั้นยอมรับ แต่เรื่องสอนนี่ พูดตรงๆว่า เจ้าหนูนั่นเรียนรู้ด้วยตัวเอง แถมยังไวอีกด้วย ชั้นเองยังไม่อยากจะเชื่อว่าเจ้าหนูนั่น แค่พริบตาก็อ่านโจมตีของชั้นออก จนชั้นต้องพลิกแพลงหลายๆแบบซะเหนื่อยเลยล่ะ คงต้องยอมรับว่าเจ้าหนูนี่เก่งจริงๆ  และชั้นคิดว่าเจ้าหนูนั่นน่ะคงเก่งขึ้นไปได้อีกแน่ๆ บางทีอาจพัฒนาไปเป็นสุดยอดของสุดยอดผู้ใช้อาวุธประชิดเลยก็ได้นะ น่าสนใจดีจริงๆ”เอ็กส์วิจารณ์

“ค่ะ ชั้นไม่เคยเห็นใครที่มีพัฒนาการได้เหลือเชื่อขนาดนี้ แถมพัฒนาการนั้นยังมีผลแม้ในการต่อสู้ เขาสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบในขณะการต่อสู้ให้สอดคล้องเพื่อรับมือได้ แถมยังสวนกลับได้อีก ชั้นทึ่งจริงๆ…อย่างการโจมตีครั้งสุดท้ายนั่นก็ด้วยสุดยอดจริงค่ะ...ว่าแต่เป็นไงคะ ครั้งสุดท้ายการโจมตีนั่น...คุณเอ็กส์โดนไปทั้งหมดกี่ครั้งคะ ชั้นโดนไป 6 ครั้ง แต่ก็มีที่มองไม่เห็นอีกค่ะ”โรจิสพูด

“การโจมตีครั้งสุดท้ายนั่นน่ะรึ จะว่าไปก็เจ๋งเลยล่ะ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าทั้งที่พวกเราเป็นฝ่ายรุกอยู่ตลอด จะใช้อาวุธบินนั่น พลิกแพลงจนเราไม่รู้เลยว่าพวกเราต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกต้อนโดยไม่รู้ตัว สุดท้ายแล้วเจ้าหนูนั่นก็ใช้ “ท่านั้น”สินะ...บอกตรงๆชั้นไม่รู้หรอกว่าโจมตีมากี่ครั้ง แต่เอาที่มองทันน่ะแค่8 ครั้ง โดนไปเต็มๆที่รู้นี่4 ครั้งเห็นจะได้ แต่ที่ไม่รู้ว่าโดนนี่ไม่รู้กี่ครั้ง ฮะๆ”เอ็กส์ตอบ

“เฮ้อ!พระเจ้านี่ช่างชอบเล่นตลกซะจริงๆ มอบพรสวรรค์แบบนั้นกับคนที่ไม่อยากต่อสู้ซะได้ ชั้นรับรองเลยนะว่าถ้าเจ้าหนูมันเอาดีทางทหารล่ะก็ คงเก่งจนหาตัวจับๆได้ยากเชียวล่ะ แต่คนเรานั้นไม่เหมือนกันถึงเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกเส้นทางชีวิตของตนได้  ยิ่งได้ลองสู้กันวันนี้ ชั้นถึงเสียดายพรสวรรค์ของเจ้าหนูนั่นอยู่หน่อยๆล่ะ ”เอ็กส์พูดต่อ ซึ่งโรจิสก็เห็นด้วย

“นั่นสินะคะ แต่ก็เพราะมีพรสวรรค์นี้ทำให้เขาเข้มแข็งนี่คะ”โรจิสพูดต่อ

“เธอเข้าใจถูกต้องแล้วแต่ไม่ทั้งหมดนะ นั่นเป็นแค่องค์ประกอบส่วนนึงเท่านั้น...สิ่งที่ทำให้เจ้าหนูนั่นเข้มแข็งจริงๆน่ะคือ “ความรู้สึกที่ตัวเขามีต่อคนอื่น”ความรู้สึกที่อยากปกป้องผู้อื่นอย่างจริงใจ ความรู้สึกที่ต้องการปกป้องสิ่งสำคัญของตนเอง  ความรู้สึกนี้น่ะเป็นแรงผลักดันที่จะทำให้เจ้าหนูแข็งแกร่งขึ้นไปได้เรื่อยๆ ชั้นเองก็พึ่งได้รู้จากตอนที่ได้ลองสู้กันนี่แหละนะ  ชั้นคิดว่าถ้าเอาเฉพาะสิ่งนี้แล้วล่ะก็คงไม่มีใครเทียบเจ้าหนูได้ ขนาดแม้แต่ชั้นเองก็เหมือนกัน...ยอมรับจริงๆ..  มันเป็นสิ่งที่ดีทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันมันก็เหมือนดาบสองคม แม้มันจะช่วยให้เจ้าหนูสามารถแข็งแกร่งขึ้นไปได้เรื่อยๆ เพื่อปกป้องสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่เมื่อใดที่เจ้าหนูไม่อาจปกป้องสิ่งสำคัญนั้นได้ หรือสูญเสียไป มันก็จะกลายเป็นดาบแห่งความผิดที่เรียกว่าความแค้นที่จะปักลึกลงไปในหัวใจของเจ้าหนูและพร้อมจะย้อนทำลายเจ้าหนูทั้งเป็น...นั่นล่ะสิ่งที่ชั้นกลัวจะเกิดกับเจ้าหนูนั่นเพราะเจ้าหนูนั่นอ่อนโยนเกินไป”เอ็กส์พูดออกมาในสิ่งที่เขาได้สังเกตจากการที่สู้กันในวันนี้

“อืม!”โรจิสพยักหน้ารับกับสิ่งที่เอ็กส์พูด เพราะคำพูดนั้นก็ถูกต้อง อย่างเหตุการณ์ที่เธอได้เห็นมาแล้วในวันนั้น

“เฮ้อ! เอาล่ะ ชั้นคงต้องไปซะทีแล้ว นั่นมานั่นแล้วไง”เอ็กส์พูดพร้อมกับมองปางมิเกลและอัลบาที่วิ่งมาหาเขาแล้ว

“งั้น แล้วเจอกันอีกนะคะ ผู้หมวดเอ็กส์”โรจิสโค้งให้ ซึ่งเอ็กส์ก็ยิ้มรับก่อนเดินไปทางมิเกลและอัลบา ส่วนโรจิสก็เดินไปอีกฟากนึง เพื่อกลับไปที่ห้อง...

ห้องฝึกซ้อมเวอร์ช่วลซิมูเลเตอร์อีกห้องนึง
การต่อสู้ของฟาเรนชูไวส์ กับอิคชิออนก็ใกล้จะจบแล้ว ขณะนี้อิคชิออนนั้นบาดเจ็บอยู่ฝ่ายเดียว ในขณะที่ฟาเรนชูไวส์นั้นไม่เป็นอะไรเลย และเวลาก็เหลืออีกเพียงแค่ 3 นาทีเท่านั้น นี่แหละคือความแตกต่างของอินไฟท์เตอร์กับเอาท์ไฟเตอร์อย่างชัดเจน

“ฮึ่ม! เข้าใกล้ไม่ได้เลย อ่านการเคลื่อนไหวของเราได้หมด ไปซ้ายก็โดนดักยิง ไปขวาก็ถูกยิงอัด ฟิริน่าจังเก่งจริงๆ ที่ว่ามองเห็นจุดอ่อนน่ะคงไม่ใช่เรื่องโกหกสินะเนี่ย เล่นเราซะเละไปเลย”ลูชิเฟอร์ที่ยังทำอะไรฟิริน่าไม่ได้บ่นกับตัวเอง
ตูม!!!! ฟาเรนชูไวส์ใช้ไดเมนชันไรเฟิลยิงอัดพื้นด้านหน้าอิคชิออนจนเป็นรูปเป็นการกระตุ้นให้ลูชิเฟอร์และอิคชิออนเลิกคิดและเข้ามาซะที

“ถ้าจะไม่เข้ามาแล้วก็เลิกซะเถอะ ยังไงก็ไม่มีทางมาถึงตัวชั้นหรอก ลูชิเฟอร์คุง”ฟิริน่าที่อยู่ในสภาพเนตรเทพอสูรคำพูดก็ดูเย็นชามากกว่าปกติไปด้วย ต่างกับปกติไปโดยสิ้นเชิง

“พอปล่อยจิตสังหารออกมาทำให้นิสัยก็เปลี่ยนไปด้วยสินะ ฟิริน่าจัง..เป็นพลังที่น่ากลัวอย่างที่เธอว่าจริงๆด้วยแฮะ เอาล่ะ...เวลาก็ไม่มีแล้ว เอาแบบที่เราชอบที่สุดก็ได้ หลบไม่ได้ก็ไม่หลบแล้ว แลกกันไปเลย!!”ลูชิเฟอร์ตัดสินใจควบอิคชิออนพุ่งไปด้านหน้า เข้าหาฟาเรนชูไวส์ตรงๆ

“เจ็บแล้วไม่จำสินะ มาแบบตรงๆแบบนี้อีกแล้ว เฮ้อ!”ฟิริน่าถอนหายใจ ก่อนที่เนตรเทพอสูร จะทำให้เธอมองเห็นจุดตายของอิคชิอนขึ้นมา

“งั้นจบเท่านี้เลยแล้วกัน”เมื่อเธอพูดจบ ไดเมนชั่นไรเฟิลทั้งสองกระบอกของฟาเรนชูไวส์ก็ถูกเหนี่ยวไกต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับพลังงานแรงสูงของมันที่ถูกยิงออกไปจำนวนนับไม่ถ้วนเข้าหาอิคชิออนที่พุ่งเข้ามา
ตูมๆๆๆๆ!!!!!!!!! บรึ้ม!!!

“เรียบร้อยแล้วสินะ…”ฟิริน่าหลับตาลงพร้อมกับความรู้สึกที่เรียกว่าชัยชนะ แต่ขณะนั้นเอง ปิ๊บ!!!

“นี่มันเป็นไปได้ไงเนี่ย ผ่านเข้ามาได้ยังไง”ฟิริน่าตกใจที่เห็นสัญญาณ และพริบตานั้นอิคชิออนก็ทะลวงกลุ่มควันปรากฏออกมาตรงหน้าเธอและฟาเรนชูไวส์แล้ว วิธีที่บ้าระห่ำที่สุดของลูชิเฟอร์ประสบผลสำเร็จแล้ว

“ไงล่ะฟิริน่า ชั้นทนได้แล้วไง ถ้าคิดจะหยุดชั้นกับอิคชิออนล่ะก็ต้องตัดแขนกับขาให้ขาดไปให้หมดเท่านั้นล่ะนะเ อาล่ะนะฟิริน่าจัง ย่าห์!!!!”ลูชิเฟอร์คำรามพร้อมๆกันนั้นอิคชิออนก็ใช้กำปั้นที่อัดไว้ด้วยสายฟ้าอย่างหนาแน่น ชกเข้าใส่ฟาเรนชูไวส์เต็มแรง

“ฮึ่ม!”ถึงจะเสียสมาธิไปนิดนึงจากเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่ว่าฟิริน่าก็ยังคงมีปฏิกิริยาตอบโต้ที่ดี เธอบังคับให้ฟาเรนชูไวส์ เบี่ยงตัวถอยหลังเพื่อหลบออก และพลิกตัวเอาไดเมนชั่นไรเฟิลจ่อที่หัวและที่ค็อกพิทของอิคชิออนทันที และในขณะนั้นเวลาที่ทั้งสองคนตกลงกันไว้ก็หมดลงพอดี..

“อึ้ก!..โธ่เว้ย! พลาดจนได้ แถมเวลาก็หมดแล้ว แบบนี้ชั้นก็แพ้น่ะสิ...คิดว่าจะชนะแล้วเชียวนะ”ลูชิเฟอร์บ่นเมื่อหมัดสุดท้ายของเขาพลาดและอยู่ในสภาพที่ถูกปืนจ่อทั้งค็อกพิทและหัวแบบนี้ แต่จู่ๆฟาเรนชูไวส์ก็ลดไรเฟิลทั้งสองกระบอกลง

“ลูชิเฟอร์คุง ชั้นแพ้แล้วค่ะ”ฟิริน่าพูดพร้อมกับทำการยกเลิกการใช้เนตรเทพอสูร

“เอ๊! ไม่จริงน่าก็หมัดสุดท้ายมันไม่โดนนี่  สุดท้ายชั้นก็แตะฟาเรนชูไวส์ไม่ได้เลยนี่ฟิริน่าจัง”ลูชิเฟอร์งงๆ

“หมัดสุดท้ายนั่นโดนค่ะ นี่ไง”ฟิริน่าเปิดให้เห็นว่าถึงเธอจะบังคับให้ฟาเรนชูไวส์จะเบี่ยงตัวหลบออกได้  แต่ก็ยังได้รับความเสียหายที่บริเวณช่วงปีกที่อยู่ด้านหลังอยู่ดี

“เอ๊..จริงง่ะ..โดนด้วย ไชโย!!! ชนะแล้ว ฮ่าๆ!! ได้กินขนมฝีมือของฟิริน่าจังแล้ว ไชโย!!!”ลูชิเฟอร์แสดงความดีใจออกมามากมาย ทำให้ฟิริน่าอดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้

“แล้วก็ขอบคุณนะ เพราะลูชิเฟอร์คุงแท้ๆ ชั้นถึงได้คิดออกแล้วว่าชั้นจะใช้พลังนี้ยังไง...แยกแขนกับขาออกให้หมดงั้นเหรอ...เป็นทางเลือกที่ดีไม่เบาค่ะ”ฟิริน่าขอบคุณลูชิเฟอร์สำหรับความช่วยเหลือ ซึ่งจริงๆลูชิเฟอร์ก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นทางออกของฟิริน่าหรอก ตอนนั้นพอดีเขาแค่อยากพูดแบบนั้นเพื่อแสดงความแข็งแกร่งแบบบ้าๆเท่านั้น

“ไม่ต้องคิดมากหรอกฟิริน่าจัง แค่นี้ถ้าชั้นช่วยได้ก็ยินดีเสมอ...แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ขอทานเจ้านั่นนะ”ลูชิเฟอร์ตอบกลับแบบสบายๆ

“เข้าใจแล้วค่ะ วันนี้จะไปทำให้เลยนะ...งั้นก็พอกันเท่านี้เถอะนะ...แล้วลูชิเฟอร์คุง ไม่บาดเจ็บใช่มั้ย”ฟิริน่าถามขณะที่ยกเลิกระบบ

“ไม่เป็นไรอยู่แล้ว เพียงแต่ รู้สึกปวดเมื่อยอยู่นิดหน่อยน่ะนะ คงเป็นเพราะยังไม่หายดีจากตอนที่สู้กับเรย์กิวส์นั่นล่ะ”ลูชิเฟอร์ลงมาพร้อมกับบิดตัวให้ดู

“งั้น เดี๋ยวเราไปห้องพยาบาลกันก่อนดีกว่านะ ลูชิเฟอร์คุง อย่างน้อยเช็คให้แน่ใจจะดีกว่าค่ะ”ฟิริน่าเห็นลูชิเฟอร์พูดแบบนั้นเธอก็ไม่วางใจ

“ไม่เป็นไรหรอกแค่....นี้...อะ..เอง...อึ๋ย!!โธ่! ฟิริน่าจังอย่าทำตาแบบนั้นสิ...ปะ...ไปก็ได้”ลูชิเฟอร์ถึงจะพยายามปฏิเสธแต่เมื่อเห็นสายตาสุดค้านและไม่ยอมของฟิริน่า เขาก็เลยต้องจำใจยอมเพราะมันดูน่าเกรงกลัวซะทีเดียว แถมยังมีออร่าประหลาดๆบังคับให้ยอมจำนนซะอย่างนั้น
สุดท้ายลูชิเฟอร์ก็โดนฟิริน่าบังคับลากพาไปห้องพยาบาลด้วยความเป็นห่วงจนได้ จนเขาเผลอคิดเหมือนกันว่า ถ้าเป็นไกด์จะแพ้รึเปล่าถ้าเจอสายตาแบบนี้เข้า...แน่นอนไกด์ก็แพ้เฉกเช่นเดียวกับเขานี่ล่ะ

>>>What Next On The Day of Guardian?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2010, 03:08:27 AM โดย LINKS » บันทึกการเข้า
LINKS
The Star Combatant
New Type Pilot
******
กระทู้: 526


hikari_shine@hotmail.com
ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: กันยายน 06, 2010, 03:13:16 AM »

[Episode 10 - The Day of Guardian –] [8]

ห้องพยาบาล
มิสตี้ที่ถูกพามาส่งถึงห้องพยาบาลก็ค่อยๆฟื้นขึ้นมา

“นี่เรา..มาอยู่ที่ห้องพยาบาลได้ยังไง..กันนะ”มิสตี้คิดในใจพร้อมๆกับมองไปรอบๆ

“ตื่นแล้วเหรอ เธอน่ะ”เสียงหญิงสาวคนนึงที่นั่งอยู่ข้างเธอพูดขึ้น

“อ๊ะ! คุณ...ขอบคุณค่ะ”มิสตี้นึกขึ้นได้พอดีว่าเธอเห็นภาพผู้หญิงคนนี้มารับร่างของเธอไว้ ก่อนที่ตัวเองจะหมดแรง จึงขอบคุณ

“ช่างเถอะ หมดหน้าที่ชั้นแล้ว หมอ เด็กคนนี้ฟื้นแล้วนะ”เรย์กิวส์หันไปเรียกหมอที่นั่งอยู่อีกห้องให้มาดูอาการของมิสตี้ที่ฟื้นขึ้นมา ที่เธอยอมนั่งเฝ้าอยู่พักนึงนั้นเพราะว่า ไม่มีคนเฝ้าเลย เพราะคุณพยาบาลออกไปข้างนอก

“เอ้อ ขอบคุณนะครับที่ช่วยตามที่ขอร้อง”หมอเดินมาตรวจมิสตี้อีกครั้ง

“ช่างเถอะ หมดธุระแล้ว”เรย์กิวส์ลุกขึ้นและกำลังจะเดินไปจากห้อง

“อ๊ะ...เดี๋ยวค่ะ เอ้อ...คุณชื่ออะไรเหรอคะ แล้วมานั่งคุยกันก่อนก็ได้ค่ะ ถ้าไม่มีธุระอะไร ชั้นชื่อมิสตี้ รีสทีนค่ะ”มิสตี้ถามขณะที่หมอตรวจเสร็จและเรย์กิวส์กำลังจะออกจากห้องไป

“ชั้นไม่ได้มีหน้าที่ต้องมาตอบคำถามของเธอ ไม่ต้องถือเอาเป็นบุญคุณหรอก สำนึกไว้จะดีกว่า ร่างกายตัวเองก็ควรจะรู้ตัวว่าเป็นยังไง  อ่อนแอแล้วยังจะไปไหนมาไหนคนเดียวน่ะ  จนถ้าไม่มีคนอื่นไปช่วยน่ะจะเป็นยังไง ไม่รู้สึกว่าตัวเองน่าสมเพชบ้างรึไง”เรย์กิวส์นั้นเธอไม่ชอบจะยุ่งกับใครและยิ่งมิสตี้มายุ่งกับเธอทำให้เธอหงุดหงิด และที่เธอช่วยนั้นก็เพราะจะปล่อยให้ล้มไปอยู่อย่างนั้นมันก็กระไรอยู่

“เอ้อ...ค่ะ มิสตี้ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เห็นเรย์กิวส์โกรธใส่ตนแบบนั้นก็ได้แต่หงอและก็เศร้าไป

“อ้าว เรย์กิวส์ มาทำอะไรที่นี่ล่ะเนี่ย”ลูชิเฟอร์ที่ถูกฟิริน่าลากมาห้องพยาบาลร้องทักเมื่อเห็นเรย์กิวส์

“สวัสดีค่ะคุณเรย์กิวส์”ฟิริน่าที่ผ่านมาด้วยก็ทักทายด้วย
เรย์กิวส์ไม่ตอบอะไรเพียงแต่เดินไปอีกทางแทน ไอ้ท่าทีแบบนี้ลูชิเฟอร์ที่เห็นก็เลยวิ่งไปห้ามไว้โดยการไปดักข้างหน้า

“นายขวางทางชั้นอยู่นะ หลบไปซะ”เรย์กิวส์มองลูชิเฟอร์ที่มาขวางทางอย่างหงุดหงิด

“อย่าพูดงั้นสิ จำเรื่องที่ชั้นเล่าให้ฟังได้มั้ย เรื่องหุ่นมังกรสีเขียวที่ออกมาสู้กับเธอตอนนั้นน่ะ พอดีเลยที่มาห้องพยาบาลแบบนี้มาสิจะมาไปดูไพล็อตของมันไง นิสัยดีนะ”ลูชิเฟอร์พูดขึ้น

แค่ได้ยินชื่อเจ้ามังกรสีเขียวนั่นเรย์กิวส์ก็หงุดหงิดแล้ว เพราะว่าวันนั้นที่สู้กันเธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายแพ้ แต่ก็อยากจะเห็นหน้าไพลอตอยู่เหมือนกัน
จากนั้นลูชิเฟอร์ก็พาเรย์กิวส์และฟิริน่าเข้ามาในห้องพยาบาลอีกครั้ง

“อ้าว...เธอคนนี้คุ้นจริงๆ...นี่รึว่ามิสตี้จังทำมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะจ้ะ”ฟิริน่าอึ้งไปเมื่อเห็นมิสตี้นั่งอยู่ในห้องพยาบาลบนเตียงคนป่วย

“รุ่นพี่คะ...ดีใจจัง รุ่นพี่ฟิริน่าจริงๆด้วย”มิสตี้พยายามลุกเพื่อจะเดินไปหา แต่ฟิริน่าก็เดินมากอดเธอก่อน

“ได้เจอรุ่นพี่แล้วดีใจจัง ขอบคุณนะลูชิเฟอร์คุง ขอบคุณค่ะ”มิสตี้ขอบคุณลูชิเฟอร์ ที่จริงแล้วลูชิเฟอร์ลืมไปแล้วว่าเขาสัญญาว่าจะพาทั้งฟิริน่าและไกด์มาเยี่ยมเธอ แต่ในเมื่อเธอดีใจเขาก็ดีใจไปด้วย

“ไหนล่ะ นักบินที่ว่าน่ะ เป็นผู้ชายที่นอนอยู่นั่นรึเปล่า”เรย์กิวส์มองไปเห็นในห้องพยาบาลนอกจากมิสตี้ก็ยังมีอีกคนนอนอยู่อีกหลายคน

“นี่ไง ผู้หญิงคนนี้แหละ นักบินของมังกรเขียวตัวนั้นล่ะ”ที่สรุปว่ามิสตี้เป็นนักบินแน่ๆแล้วเพราะว่าจนปัจจุบันก็ไม่มีสัญญาณชีวิตอื่นอยู่ในจอร์มันแกนด์เลย เป็นไปได้ว่าเซเรนอาจตายไปแล้วก็ได้นั่นเอง เพราะยังไม่มีใครรู้ว่าเซเรนก็คือมิสตี้นั่นเอง

“นาย...พูดเล่นใช่มั้ย...ชั้นไม่เชื่อเด็ดขาดเลย จะบอกว่ายัยเด็กที่ดูอ่อนแอปวกเปียกนี่เป็นนักบินของเจ้ามังกรตัวนั้นรึไง”เรย์กิวส์ไม่อยากจะเชื่อ ว่าตัวเองจะแพ้ให้กับมิสตี้ที่ดูปวกเปียกอ่อนแอ

“ไม่ได้ล้อเล่นนะเรย์กิวส์ แต่นี่เรื่องจริงของเรื่องจริงที่สุดเลยล่ะ ชั้นเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลย แล้วเป็นไงผิดคาดใช่มั้ยล่ะ”ลูชิเฟอร์ตอบ

“แล้วมิสตี้จังมาที่นี่ได้ยังไงล่ะจ้ะ”ฟิริน่าถาม ซึ่งมิสตี้ก็ยินดีจะเล่าอยู่แล้ว
มิสตี้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องที่เธอบังเอิญไปเจอกับจอร์มันแกนด์ระหว่างที่หลงทางตอนไปทัศนศึกษา แล้วหลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้ จนมาฟื้นเอาที่ยานลำนี้นี่เองอย่างละเอียดอีกครั้ง และเธอก็ถามเกี่ยวกับเรื่องปัจจุบันเกี่ยวกับทั้งเรื่องโลกของตัวเอง โลกนี้ที่อยู่ตอนนี้ และเฟทเกท ซึ่งฟิริน่าก็เลาให้ฟังไปในบางส่วน และปิดบังบางส่วนเอาไว้

“อืม พอจะเข้าใจแล้วล่ะ หุ่นตัวนั้นมีความสามารถในการข้ามมิติได้นี่เอง มันคงจะพามิสตี้จังมาที่โลกนี้ จากการถูกดึงดูดด้วยอะไรบางอย่าง แต่ก็ได้รู้เรื่องดีๆแล้วว่ามันเคยเป็นของเฟทเกท ทำให้เข้าใจอาวุธใหม่ที่เหมือนพลังธาตุเวทย์มนต์ที่ถูกสร้างขึ้นมา แล้วว่ามันมาจากการใช้เทคโนโลยีของเจ้านี่มาร่วมด้วยนี่เอง”ฟิริน่าสรุปความคิดทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว เพราะจริงๆคนตรวจสอบจอร์มันแกนด์ก็คือเธอเอง ที่นี้ก็ได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นไปอีกล่ะนะ

“แล้วหนูจะกลับไปที่โลกของตัวเองได้รึเปล่าคะรุ่นพี่”มิสตี้หลังจากที่ฟังจนจบเธอก็ถามสิ่งที่เธออยากรู้ที่สุด แต่คำตอบมันทำให้เธอต้องรู้สึกเสียใจ

“ตอนนี้น่ะ คงยังไม่ได้หรอกจ้ะ ต้องใช้เวลาอีกสักพักนึง แต่พี่จะลองพยายามไปเรื่อยๆนะ”ฟิริน่าไม่อยากตอบคำถามนี้เพราะเธอเข้าใจว่ามิสตี้ต้องอยากกลับมากแน่ๆ และคงไม่อยากมาพัวพันกับสงครามแบบนี้ แต่เธอก็จนปัญญา เพราะตอนนี้ความสามารถของทั้งโซลน่อลเซเวียร์และฟาเรนชูไวส์ถึงจะสามารถพาข้ามมิติได้แต่ไม่สามารถที่จะกำหนดจุดตกในห้วงมิตินั้นๆได้ ทำให้การใช้ความสามารถนี้มันออกจะเสี่ยงไปหน่อย แถมยังต้องใช้พลังงานมากซะด้วย แต่บางทีที่เฟทเกทข้ามมาที่นี่ได้คงเพราะสามารถสร้างสื่อที่ล็อคระนาบมิติได้แล้วล่ะมั้ง เธอเองก็กำลังพยายามหาทางที่จะสร้างสิ่งนั้นให้ได้อยู่ แต่หลังๆเมื่อตัดสินใจว่าจะช่วยกองกำลังTSCไปแล้ว เธอก็เลยไม่ได้สนใจที่จะทำมันขึ้นมา ให้เร็วเพราะยุ่งอยู่กับงานอื่นมาก

“งั้นเหรอคะ”เสียงของมิสตี้ดูเศร้าลงไปเมื่อเข้าใจว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะกลับได้ตอนนี้และเธอก็ก้มหน้าฟุบลง ทำให้ฟิริน่าต้องมาจับมือให้กำลังใจด้วยความเป็นห่วง

“มิสตี้”ลูชิเฟอร์เห็นมิสตี้เป็นแบบนั้นก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ในขณะที่เรย์กิวส์หงุดหงิดกับท่าทีที่ดูอ่อนแอแบบนั้น
มิสตี้นิ่งไปครู่นึงก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแล้วก็ยิ้ม

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่นี้เองที่นี่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรสักหน่อย แถมมีรุ่นพี่ฟิริน่า ลูชิเฟอร์คุง คุณเรย์กิวส์ รุ่นพี่เรย์ไกส์ หนูคิดว่าตัวเองต้องอยู่ที่นี่ได้แน่ๆ หนูจะพยายามค่ะ”มิสตี้ค่อยๆทำใจได้ เพราะถึงเธอจะเศร้าไปมันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ต้องพยายามต่อไป แล้วจะมีสักวันที่กลับได้ เพราะว่ารุ่นพี่ฟิริน่าก็คงพยายามจนสำเร็จอย่างที่เธอพูดอยู่แล้ว เธอเชื่อใจแบบนั้น และก็เลิกเศร้าดีกว่า

“มิสตี้จัง ดีแล้วล่ะนะ”ฟิริน่าก็โล่งใจที่มิสตี้ทำใจได้ง่าย

“ใช่แล้วล่ะ มิสตี้ อยู่ที่นี่ก็ดีแล้วนะ ชั้นจะคอยช่วยเธอเอง”ลูชิเฟอร์พูดขึ้น

“ไม่ว่าใครก็บ้ากันจริงๆ”เรย์กิวส์บ่นนิดๆ เพราะเธอถูกมิสตี้ลากเข้าไปเอี่ยวด้วยซะอย่างนั้น

“เห็นเรียกชื่อชั้นด้วยนี่ มีอะไรกับชั้นรึเปล่า”ไกด์เดินเข้ามาพร้อมกับได้ยินมิสตี้เรียกชื่อเขา

“อ้าวไกด์คุง มาทำอะไรที่นี่เหรอ?”ฟิริน่าถามเมื่อเห็นไกด์เดินเข้ามา

“พอดี ฝึกหนักมาน่ะ ก็เลยจะมาขอยาบำรุงอะไรสักหน่อยแค่นั้นเอง”ไกด์ตอบคำถามพร้อมๆกับเดินเข้ามา

“..ระ..ระ...ระ รุ่นพี่..ระ..เรย์ไกส์ ..กรี๊ด!!”มิสตี้ออกการเขินกับไกด์อย่างไม่ทราบสาเหตุ และนั่นเป็นสาเหตุของความวินาศสันตะโรของห้องพยาบาลทันใด  ตูม!! กึง!! เปรี๊ยะ!!! เพล้งๆๆๆ!!! โครม!!!
มิสตี้ขยับมือมาปิดหน้าแต่ด้วยแรงมากเกินไป แท่นแขวนน้ำเกลือก็เลยถูกยกขึ้นมาฟาดไปโดนบานกระที่อยู่ข้างๆเธอหลุดออกมา แถมกระจกที่หลุดออกมายังหลุดมากระแทกแจกันและขวดยาที่ตั้งบริเวณนั้นตกแตกละเอียดหมดเป็นแนวยาวในพริบตารวมถึงตัวกระจกเดิมด้วย จนคุณหมอถึงกับกุมขมับ และทุกคนเองก็อึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะไกด์ที่อึ้งมากที่สุด...“นี่มันเป็นเพราะเรารึ”ไกด์คิดในใจในขณะที่อึ้ง

“เอ่อ...ขอโทษนะคะ...คือว่าไม่ได้ตั้งใจค่ะแฮะๆๆ”มิสตี้ได้แต่ฝืนยิ้มเมื่อสภาพการณ์ทุกอย่างจบลง

“แรงเยอะจริงๆแฮะ มิสตี้เนี่ย”ลูชิเฟอร์ยังคงทึ่งไม่หาย

“ไม่อยากจะเชื่อ ดูอ่อนแอขนาดนั้น แต่แรงเมื่อกี้นี้มันอะไรกัน เหมือนออกแรงนิดเยวก็กระชากเอาที่แขวนน้ำเกลือหนักๆขึ้นได้สบายๆ”เรย์กิวส์ไม่อยากจะเชื่อว่ามิสตี้จะทำได้ขนาดนี้

ในขณะเดียวกันกระจกอีกบานก็เริ่มคลอนที่จะหลุออกมาใส่มิสตี้ที่ไม่ทันระวัง แต่ไกด์สังเกตเห็นจึงวิ่งเข้าไปเอาตัวบังไว้
“อันตราย!!!!ระวัง!!!”ไกด์ร้องขึ้นก่อนจะวิ่งขึ้นไปเอาตัวบังมิสตี้ เสียงของไกด์กระตุ้นให้ลูชิเฟอร์และเรย์กิวส์รู้สึกตัว และสังเกตเห็นกระจกบานใหญ่ที่ร่วงลงมา ทั้งสองจึงรับเอาไว้ได้ทันอย่างปลอดภัย

“เฮ้อ!! เกือบไปๆ”ลูชิเฟอร์พูดขึ้น

“ทำไมชั้นต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย”เรย์กิวส์คิดในใจ

“ไกด์คุง มิสตี้จังไม่เป็นไรนะ”ฟิริน่าถามขึ้น

“อา..ไม่เป็นไร”ไกด์หันไปตอบก่อนจะหันไปดูมิสตี้

“ไม่เป็นไรนะ...เธอน่ะ”ไกด์ถามมิสตี้

“..มะ..ไม่..เป็น..บ๊อง”พูดได้เท่านี้มิสตี้ก็สลบไป เธอยู่ใกล้ไกด์มากเกินไปจนทนสภาพนี้ไม่ได้ เพราะไกด์โอบเธอเอาไว้ในแขนนั่นล่ะนะ

“ทำไงดีล่ะ...ฟิริน่า...เค้าสลบไปแล้วน่ะ”ไกด์หันมาถาม ฟิริน่าก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วก็ส่ายหน้า

“มิสตี้จังคงต้องการพักผ่อนล่ะนะ อุ้มเธอไปไว้บนเตียง เราก็ออกไปกันเถอะ”ฟิริน่าแนะนำ ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย
และในขณะที่จะเดินออกไปจากห้องพยาบาลกันนั่นเองก็มีจิตสังหารอันแรงกล้าออกมาจากชายคนคนหนึ่งพร้อมด้วยเสียงตวาดอันดัง

“พวกเธอจะไปไหน..มาช่วยกันเก็บกวาดเดี๋ยวนี้นะ”เสียงของคุณหมอนั่นเอง ซึ่งทำให้ทุกคนต้องกลับมาช่วยกันทำความสะอาดเก็บกวาดห้องพยาบาลกัน

“สุดท้ายมันก็เป็นเพราะนายมาลากชั้นเข้ามาที่นี่แท้ๆ ลูชิเฟอร์”เรย์กิวส์หงุดหงิดใส่

“เฮ้ย จะมาโทษกันได้ไง เธอก็อยากเข้ามาเองแล้วยังมานั่งฟังเรื่องอะไรๆตั้งนาน ถ้าไม่อยากอยู่ก็คงไปตั้งนานแล้วนี่”ลูชิเฟอร์เถียงกลับ

“พูดแบบนี้แสดงว่าโทษชั้นสินะ ไม่ยอมรับผิด นายอยากมีเรื่องใช่มั้ย”เรย์กิวส์ที่กำลังถูพื้นอยู่เริ่มโมโหใส่ลูชิเฟอร์

“อ้าว! ชั้นก็พูดไปตามความจริง แค่นี้เธอยอมรับไม่ได้รึไง ถ้าอยากจะเอางั้นก็ได้เลย”ลูชิเฟอร์ที่เก็บเศษแก้วอยู่ใกล้ๆก็ขึ้นเหมือนกัน
ทั้งสองกำลังจะเปิดศึกกันแล้ว ดูๆไปแล้วเหมือนเด็กทะเลาะกันซะอย่างนั้น แต่ขณะนั้นก็มีคนไปห้าม

“นี่อย่าทะเลาะกันเลยน่า ไหนๆมันก็เป็นแบบนี้ไปแล้ว ก็เพราะทุกคนอยู่ด้วยกันก็ช่วยๆกันไป ไม่ดีกว่ารึ”ไกด์เดินถือผ้ากันเปื้อนเข้าไปห้าม

“ไม่เกี่ยวกับนาย/อย่ายุ่ง”ลูชิเฟอร์กับเรย์กิวส์พูดขึ้นพร้อมกัน ทำเอาไกด์ต้องถอยออกมา

“เดี๋ยว!! มาลองคิดๆดูแล้วจะว่าไปทั้งหมดนี่มันเกิดเพราะนายคนเดียวนะเรย์ไกส์”เรย์กิวส์พูดขึ้น

“นั่นสิ พอนายมามิสตี้ก็แปลกๆไปแล้วมันก็เลยกลายเป็นแบบนี้”ลูชิเฟอร์พูดเสริมขึ้น พร้อมๆกับเอามือแตะไหล่ไกด์

“เฮ้ย! เดี๋ยวสิ แบบนี้หมายความว่าไง…”ไกด์หันไปก็เห็นทั้งสองเตรียมตัวจะเล่นงานเขาซะแล้ว

“แฮะๆ งั้นชั้นก็ขอเผ่นล่ะ”ไกด์รีบวิ่งหนีไปทันที

“อย่าหนีนะเฟ้ย/ชั้นจะลงมือซัดนายเอง”ลูชิเฟอร์และเรย์กิวส์ก็วิ่งตามไกด์ไปทันที
เหตุการณ์ทั้งหมดสร้างเสียงหัวเราะให้กับฟิริน่าที่ยืนถือไม้กวาดอยู่ รวมไปถึงทั้งหมอ พยาบาล และคนไข้ที่อยู่ที่นี่กันมากทีเดียว ทำให้ทุกคนที่อยู่ที่นี่ดูมีความสุขและมีชีวิตชีวาขึ้นมากเลย
สุดท้ายแล้วทุกคนก็ได้มานั่งกินสุกี้ด้วยกันที่ห้องของไกด์โดยมีผู้มาร่วมวงคือ ไกด์ ฟิริน่า ลูชิเฟอร์ เรย์กิวส์ และมิสตี้ที่ดูจะระงับอาการได้ดีพอสมควร ถึงวันนี้จะเกิดอะไรขึ้นหลายๆอย่าง แต่คิดว่ามันคงทำให้ทุกคนมีความสุขกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น สนิทกันมากขึ้น แม้พรุ่งนี้ก็จะยังคงต้องเจออะไรกันอีกมากมาย แต่วันนี้เชื่อแน่ว่าทุกคนจะมีความสุข..

>>>What Next On The Day of Guardian?
บันทึกการเข้า
raymiel02
The Star Combatant
Talent Pilot
******
กระทู้: 204



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: กันยายน 06, 2010, 08:29:15 PM »

[Episode 10 - The Day of Guardian –] [9]

สิ้นเสียงสอดประสานที่เอ่ยนามไม่คุ้นหูยอดขุนพลแห่งทิศใต้ถึงอ้าปากค้างด้วยความงุนงงสาวหญิงสาวและเด็กหนุ่มผู้มาจากโลกเดียวกันต่างประสบกับความประหลาดใจไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเมื่อถูกความประหลาดใจครอบงำอยู่ครู่หนึ่งเซริออสก็ตั้งสติให้มั่นคงและคิดทบทวนทุกอย่างในเวลาอันสั้นก่อนจะเอ่ยขึ้น

“เอ่อ...แม่นางทั้งหลาย  ข้าว่าพวกท่านคงกำลังเกิดความเข้าใจผิดขึ้นเป็นแน่แท้” แม่ทัพหนุ่มกล่าวอย่างนุ่มนวลแต่ซารีน่ากลับส่ายหน้าและชี้นิ้วไปหุ่นยนต์ยักษ์สีน้ำเงินที่อยู่ตรงข้ามกับเธอ

“คุณเป็นเจ้าของหุ่นตัวนั้นใช่ไหมคะ? 

“ใช่..นั่นเป็นแพนเซอร์คู่กายของข้าเองที่ร่วมผ่านศึกน้อยใหญ่มานับไม่ถ้วน  บลูไรเซอร์”

เซริออสตอบแบบไม่ต้องคิดให้เสียเวลาแต่คำตอบที่ได้รับอย่างชัดถ้อยชัดคำนั้นกลับจุดฉนวนให้เรื่องราวความเข้าใจผิดลุกลามมากขึ้นไปอีก

“ งั้นก็ไม่ผิดแน่ ๆ คะ คุณก็เป็นผู้พันเคนตั๊กกี้จริง ๆ ด้วยสินะคะ!!!”

ทั้งหมดประสานเสียงกันโดยมิได้นัดหมายแถมยังพากันกระชับวงล้อมเข้ามาใกล้เสียจนแม่ทัพใหญ่ผู้ชำนาญศึกยังต้องถอยร่นออกไปเพื่อรักษาระยะห่างเพราะเกรงว่าหากถูกรุกคืบเข้ามาใกล้กว่านี้อาจจะมีปัญหาความมั่นคงภายในครอบครัวเกิดขึ้นก็เป็นได้

“ ดะ...เดี๋ยวก่อนแม่นางทั้งหลายถึงบลูไรเซอร์จะเป็นแพนเซอร์ของข้าก็เถอะ แต่ตัวข้านั้นมิได้มีนามว่า...”

เซริออสพยายามอธิบายเหตุผลแต่ดูเหมือนจะช้าเกินไปเพราะไม่ทันจะพูดจบอุชิโอะและซารีน่าก้มหัวลงขอบคุณให้เซริออสพร้อม ๆ กัน

“ขอบคุณที่เคยช่วยเหลือพวกเราเอาไว้นะคะ !! ต้องขอขอบคุณจริง ๆ”

การได้รับคำขอบคุณแบบไม่ทราบสาเหตุนี้สร้างความประหลาดใจให้กับเซริออสและเซเลน่าเป็นอย่างมากแต่ทั้งสองก็ยังคงเก็บอาการเอาไว้ได้ก่อนจะเริ่มไถ่ถามเพื่อสืบสาวราวเรื่อง

“ขออภัยที่ต้องเรียนถามแม่นางทั้งหลาย ตัวข้านั้นเคยช่วยเหลือแม่นางตอนไหนเช่นนั้นรึ?” เมื่อถูกถามเช่นนั้นกลุ่มของอุชิโอะก็หันกลับมามองหน้ากันครู่หนึ่งสักพักอุชิโอะก็หันหน้ากลับมาจ้องมองบุรุษผู้มีเรือนผมสีน้ำเงินด้วยแววตาที่เปล่งประกายก่อนจะเริ่มต้นเท้าความ

“ค่ะ!! ตอนที่สลัดอวกาศไล่ตามหนูมาน่ะค่ะ  คุณผู้พันก็ปรากฏตัวขึ้นมาช่วยเหลือหนูยังไงล่ะคะ! นั่นไงคะหุ่นของหนูจำได้หรือเปล่าคะ”  อุชิโอะพูดพลางชี้นิ้วไปยังอาร์คสไตรค์เกอร์ที่จอดอยู่ห่างออกไปพอสมควรให้เซริออสดู  เมื่อจอมทัพแดนใต้ได้เห็นอาร์คสไตรค์เกอร์แล้วเขาก็เริ่มนึกถึงเหตุการณ์บางอย่างออก

“ เอ....ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้น ข้า.........” เซริออสหลับตาลงพลางค่อย ๆ นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น

---------------------------------------------------------------------
เหตุการณ์นี้สามารถกลับไปอ่านได้ในซีซันแรก  Episode 1 :  The Blue Eagle
--------------------------------------------------------------------

หลังจากแสงเจิดจ้าค่อย ๆ จางหายไปทุกอย่างก็มืดสนิทเซริออสที่ได้สติกลับคืนมาค่อยลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยผ่านไปนานเท่าใด? ที่นี่ที่ไหน? พวกเขาทั้งสองตายแล้วหรือยัง? คำถามทั้งหมดวนเวียนอยู่ภายในหัวของชายหนุ่มผู้นี้ซ้ำไปซ้ำมาจนกระทั่งมองเห็นหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งของพาร์ทเนอร์ค่อย ๆ ขยับกายอย่างช้าคำถามเหล่านี้ก็ถูกโยนทิ้งไปในทันที

“ฮันนี่ !?!?! บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า!!?”   

เซริออสกล่าวพลางรีบปล่อยมือจากลูกแก้วควบคุมก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่งและลงมาหาเซเลน่าที่กำลังมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก เขาค่อย ๆ ประคองร่างของเธอขึ้นมาแนบชิดกับอกของเขาก่อนจะออกแรงเขย่าร่างกายที่ดูไร้เรียวแรงนั้นอย่างเบามือที่สุด ไม่นานนักร่างที่แสนบอบบางนั้นก็มีการตอบสนอง

“......อือ............ที่นี่.......ที่ไหน?......แล้วข้า.........”

เสียงบ่นพึมพำอย่างไร้เรียวแรงค่อย ๆ ถูกส่งผ่านลำคอออกมาอย่างช้า ๆ ภาพเบื้องหน้ายังคงพร่ามัวแต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังพอจะมองเห็นภาพลาง ๆ ของใครคนหนึ่งอยู่แม้นจะเห็นไม่ชัดนักแต่ความอบอุ่นที่แสนคุ้นเคยนี้ก็บ่งบอกให้เซเลน่ารู้ได้ว่าผู้ที่อยู่ตรงนี้คือใคร

“....ดาร์...ลิ้ง.....”

เธอเอ่ยคำเรียกเฉพาะตัวของผู้ที่กำลังประคองร่างเธอขึ้นมาอย่างช้า ๆ ภาพที่พร่ามัวค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ใบหน้าของชายหนุ่มผู้เป็นที่รักยิ่งของเธอค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นทีละนิดอย่างรวดเร็ว

“ไม่บาดเจ็บตรงไหนนะฮันนี่!!”

เซริออสรีบถามด้วยความเป็นห่วงขณะเดียวกันเซเลน่าที่พอจะเริ่มตั้งสติได้แล้วค่อย ๆ พยักหน้าพลางส่งรอยยิ้มน้อย ๆ ให้เป็นการตอบรับก่อนจะเอ่ยถามกลับไปบ้าง

“......แล้วดาร์ลิ้ง.....ล่ะ?”   

“อย่าได้เป็นห่วง ตัวข้าปลอดภัยดีทุกประการ....”

และเมื่อรับรู้ว่าต่างคนต่างปลอดภัยดีทั้งสองก็ส่งสายตาหวานเยิ้มให้กันชนิดลืมสถานการณ์ปัจจุบันไปอย่างสิ้นเชิงก่อนจะเริ่มปฏิบัติการเลิฟ ๆ ด้วยจุมพิตสุดร้อนแรงหลังจากทำการปรับสมดุลพลาสสติน่าอันเป็นผลพลอยได้มาจากเลิฟซีนเมื่อครู่นี้แล้วทั้งสองก็เริ่มที่สนใจสภาพโดยรอบเสียที

“.....ที่นี่มันที่ไหนกัน?”

เซเลน่าเอ่ยขึ้นพลางกวาดสายตาผ่านระบบรับภาพของบลูไรเซอร์ ในยามนี้รอบกายพวกเขามีเพียงแต่ความเวิ้งว้างที่แปลกประหลาดบรรยากาศรอบ ๆ ดูบิดเบี้ยวราวกับติดอยู่ในวังน้ำวน ไม่มีวี่แววของอะไรซักอย่าง แม้แต่เพียงเศษหินหรือละอองฝุ่นเล้ก ๆ ก็ไม่เห็นเลยซักนิดและที่สำคัญไม่มีวี่แววของพรรคพวกทในอาณาบริเวณโดยรอบนี้แม้แต่นิดเดียว เซริออสกลับขึ้นไปนั่งบนตำแหน่งประจำของตนเองพลางมองดูสภาพที่เกิดขึ้นพลางครุ่นคิดหนทางที่จะออกไปจากสถานที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุดแต่ก็จนปัญญาเพราะตั้งแต่เกิดมาเขาก็เพิ่งจะเคยพบเห็นอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก แต่ในระหว่างที่กำลังจะเข้าตาจนอยู่นั้นเอง

“ข้าจะช่วยพาท่านทั้งสองออกจากที่แห่งนี้”

เสียงของหญิงสาวขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงัด เซริออสรีบก้มลงมองไปยังหญิงสาวที่นั่งอยู่ต่ำกว่าเขาในทันที ถึงแม้หน้าตาและเสียงจะคุ้นเคยดีแต่ท่าทีกริยาและกลิ่นอายกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงหญิงสาวที่นั่นอยู่ตรงนี้แม้จะเป็นเซเลน่าแต่ก็มิใช่เซเลน่า นั่นคือสิ่งที่ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีน้ำเงินผู้นี้รับรู้ได้

“เจ้าในตอนนั้นเองหรือ?” เซริออสกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ

“รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ยังจำข้าได้ท่านนักรบ แต่การทักทายคงต้องขอหยุดไว้เพียงเท่านี้ก่อน ฟังข้าให้ดีการในเวลานี้พวกท่านกำลังติดอยู่ในช่องว่างของมิติ หนทางเดียวที่จะออกไปจากที่แห่งนี้ได้ท่านต้องใช้พลังที่แท้จริงของเรย์เบลดอีกครั้งหนึ่งแต่ตัวข้าเองก็มาถึงขีดจำกัดแล้วเมื่อส่งพวกท่านออกไปข้าก็จะต้องอยู่ในสภาวะจำศีลซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นจะส่งผลใหญ่หลวงการพวกท่านในภายหลังแน่ ๆ เมื่อรู้อย่างนี้แล้วท่านยังจะกล้าเสี่ยงหรือไม่?.......”

หญิงสาวปริศนาผู้อาศัยร่างของเซเลน่าจ้องมองไปยังเซริออสด้วยแววตาดุดันแต่ทว่าแม่ทัพใหญ่แห่งทักษินหาได้ครั่นคร้ามไม่ เขายิ้มอย่างมั่นใจก่อนจะให้คำตอบที่หนักแน่น

“คำถามนั้นข้าไม่ขอตอบด้วยคำพูด แต่จงใช้ประสาทสัมผัสที่เจ้ามีทั้งหมดรับรู้ถึงคำตอบของข้าเอาเองก็แล้วกัน” 

พูดจบยักษาสีน้ำเงินเคลื่อนไหวอีกครั้งด้วยพลังของเซริออสเผ่นเกราะสีน้ำเงินที่บริเวณ แขน ขา ไหล่ ลำตัวและใบหน้าของบลูไรเซอร์ก็เปิดออกพร้อมเปล่งประกายแสงสีเขียวราวผลึกมรกต หญิงสาวปริศนาเผยรอยยิ้มออกมาราวกับว่าภาคภูมิใจกับสิ่งที่ได้เห็น แต่ก่อนที่จิตของเธอจะเลือนหายจากร่างของเซเลน่าไปนั้น

“เจ้ายังไม่ได้บอกนามของเจ้ากับข้าเลยนะแม่นาง”

เซริออสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่แฝงไว้ด้วยกริยาที่ดูอ่อนลงกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย เธอคนนั้นยิ้มอีกครั้งก่อนจะเอ่ยนามของนางออกมา

“นามของข้าคือ.....เซฟีเรีย......”

พูดจบจิตของเซฟีเรียก็เลือนหายไปจิตของเซเลน่าปรากฏขึ้นมาแทนที่ดูเหมือนเธอจะงงกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

“ดาร์ลิ้ง!!!”

เธอรีบหันกลับไปมองดูสามีของเธอที่ใช้พลังจนถึงขั้นลวดลายอักรขระสีเขียวปรากฏขึ้นบนใบหน้าแต่ไม่ทันที่จะได้ถามอะไรมากว่านั้นเซริออสก็ก้มลงมองหน้าเธอด้วยแววตาที่แสนจะเปี่ยมความมุ่งมั่นพร้อมกล่าวถ้อยคำออกมาน้ำเสียงอันหนักแน่น

“อย่าได้กังวลฮันนี่ เชื่อมั่นในตัวข้าสิ!!! เชื่อมั่นในพลังของเราสองคน!!”

“.....ดาร์ลิ้ง.....อื้อ!! ข้าเชื่อในตัวดาร์ลิ้งเสมอ!!!!”

แม้จะยังไม่เข้าใจอะไรมากนักแต่เซเลน่าก็ปลดปล่อยพลังออกมาจนลวดลายอักขระที่ส่องประกายแสงสีฟ้าปรากฏขึ้นทั่วร่างกายของเธอเหมือนกับที่เซริออสกำลังเป็นอยู่พลังงานมหาศาลที่พวยพุ่งออกมาจากเฟรมภายในผ่านจุดที่เกราะถูกยกขึ้นค่อย ๆ ก่อตัวกลายเป็นปีกแสงสีเขียวมรกตขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว

“เพราะทุกครั้งที่ข้าเชื่อแบบนั้น ปาฏิหารย์ก็เกิดขึ้นเสมอเลยล่ะดาร์ลิ้ง!!!”

“ใช่แล้วล่ะฮันนี่ ด้วยพลังแห่งรักของเราสองคนไม่มีอะไรที่จะหยุดพวกเราได้!!” 

สิ้นประโยคสุดหวานเลี่ยนไดโฟซันไทรเด็นท์ก็ส่องประกายแสงที่เขียวอมฟ้าออกมา ทั้งสองผนึกพลังพลาสสติน่าและจิตใจเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันก่อนจะพาบลูไรเซอร์พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไร้ความลังเล

วิ้งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ปลายหอกสามง่ามพุ่งทะลวงเข้าทำลายกำแพงมิติที่ขว้างกั้นออกมาอย่างง่ายดายราวกับแผ่นกระดาษผนังของวังวนอันเวิ้งว้างแหลกสลายเป็นผุยผงแสงสว่างอันเจิดจ้าพุ่งเข้าโอบล้อมบลูไรเซอร์อีกครั้งหนึ่งแล้ว

ตูมมมมมมมมมมมมมมม !!!!!!!!!!!!!!!!!!  บรึมมมมมมมม !!!!!!!!!!!!!

อุชิโอะหลับตาปี๋เธอคิดว่าโดนเต็ม ๆ ทุกนัดทุกดอกแต่ทำไมเครื่องของเธอไม่สะเทือนเลยแม้แต่น้อย? เมื่อเธอลืมตาดูก็ต้องพบกับ...

เมื่อเขม่าควันเป็นก้อนลอยหายไป  ก็ปรากฏให้เห็นร่างสีน้ำเงินเข้มที่ยืนตระหง่านอยู่  มือข้างนึงของร่างนั้นถือโล่ห์ขนาดใหญ่ที่เรียกได้ว่าใหญ่มากกว่าโล่ห์ AT ทั่ว ๆ ไปมาก และภายในมืออีกข้างก็ถืออาวุธที่รูปร่างคล้ายไทรเด็นท์ ( สามง่าม ) ของเทพโปเซด้อนยังไงยังงั้น ภาพที่ปรากฏแด่สายตาของอุชิโอะนั้นเปียบได้กับอัศวินนิรนามที่ปรากฏตัวออกมาช่วยเหลือเธออย่างกล้าหาญแต่ในความจริงทางด้านของเซริออสกับเซเลน่าในตอนนั้น.....

“อะไรกันเนี้ย !?!!?  เราถูกโจมตีเช่นนั้นหรือ ฮันนี่ !?!?!?”

“ก็ไม่ทราบเหมือนกันดาร์ลิง!!  แต่ว่าก็ไม่ได้รับความเสียหายอะไรนี่นา..” 

เซเลน่าพูดพลางเช็คสภาพผิดปกติของบลูไรเซอร์ ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีแค่สภาพของคอร์ที่ผิดปกติเท่านั้น แต่ส่วนอื่น ๆ ของบลูไรเซอร์ไม่ได้รับความเสียหายและยังทำงานปกติดีอยู่ เซริออสใช้ดวงตาของบลูไรเซอร์จ้องมองไปยัง AT ของพวกบอล์น...  ก่อนจะหันกลับมาดูอาร์คสไตรค์เกอร์ที่อยู่ข้างหลังของตนอย่างช้า ๆ

“แพนเซอร์?  ไม่สิรูปร่างคล้าย ๆ เท่านั้นแต่ไม่มีปฏิกิริยาพลาสสติน่า หรือว่าจะเป็นรูปแบบใหม่?”  เซริออสกล่าวพลางจ้องมองไปยังอาร์คสไตรค์เกอร์พลางคิดถึงสิ่งที่ควรกระทำต่อไปแต่ทว่าในตอนนั้น

" ฮะ...ฮึ่ย !!!! ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่ก็จัดการมันก่อน !! "  สิ้นคำสั่ง  AT ของบอล์นก็กระหน่ำยิงใส่บลูไรเซอร์อีกรอบ แต่ทว่า...

ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม !!!!!!!!!!!!

ทั้ง จรวดมิตไซด์และบีมกลับไม่โดนบลูไรเซอร์เลย  ทั้งหมดระเบิดก่อนที่จะถึงหุ่นตัวนั้น ราวกับยิงโดนกำแพงที่มองไม่เห็นอย่างไรอย่างนั้น...

“ดูเหมือนว่า บาเรียก็ยังทำงานปกติดีอยู่เหมือนกันนะ ดาร์ลิ้ง “ เซเลน่ากล่าวพลางเริ่มปลดล็อกพลังของบลูไรเซอร์เพื่อให้พร้อมทำการจู่โจม

“ถือเป็นข่าวดีนะฮันนี่ แต่ว่าที่นี่มันที่ไหน?  แล้วแพนเซอร์รูปร่างประหลาดพวกนั้นโจมตีเราทำไมก็ไม่รู้”
 
ไม่มีเวลาให้คิด  เพราะว่าพวก  AT ของบอล์นเริ่มทำการอะไรบางอย่างแล้ว  แม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร  แต่เซริออสก็เลือกที่จะทำตามสัญชาติญาณนักรบของเขา

“จู่ ๆ มาโจมตีกันแบบนี้ล่ะทางนี้ก็ต้องขอป้องกันตัวกันบ้างล่ะนะ!!!”  บลูไรเซอร์เริ่มส่งพลังไปยังปลายหมัดพร้อมกางวงเวทย์ขึ้นล้อมรอบมือที่ถือโล่ห์ขนาดใหญ่เอาไว้ ก่อนจะปล่อยพลังที่ประจุไว้พุ่งเข้าใส่ AT ของบอล์นอย่างรวดเร็ว

" นะ....นี่มันอะไรกัน !?!?!?  อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก !?!?!?!?!?!?!?!?!?!?!? "

โดมินิคอฟยังไม่ทันตั้งตัว ทั้ง AT ของเขาและเหล่าลูกน้องในสังกัดต่างก็โดนคลื่นแสงขนาดใหญ่ขนาดไม่ต่างจากโคโลนี่เลเซอร์ของกำปั้นของบลูไรเซอร์  ระเบิดใส่จนเละ

ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

“ อะ..เอ๋ ??? ทะ..ทำไม....”  เซริออสตะลึงกับความวินาศสันตะโรที่เกิดขึ้น...ทั้ง ๆ เมื่อครู่เขาปลดปล่อยพลังออกมาเพียงเล็กน้อยและกะจะอัดให้อีกฝ่ายกระเด็นออกไปเท่านั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเหนือคาดหมายยิ่งนัก

“ ดาลิงค์ ส่วนคอร์ดูผิดปกติไปมากเลยคงเพราะพลังที่เราใช้ตอนทะลวงออกมาจากที่นั่นส่งผลให้เราไม่สามารถคุมพลังของบลูไรเซอร์ในตอนนี้ได้เลย แล้วนี่พวกเราจะเอายังไงกับแพนเซอร์อีกตัวที่อยู่ด้านหลังนี่ดีล่ะดาร์ลิ้ง”  เซเลน่ากล่าวพลางจ้องมองไปยังอาร์คสไตรค์เกอร์ที่ไม่มีท่าทีจะเคลื่อนไหวหรือทำการใด ๆ

“ไม่ต้องไปสนใจ ตอนนี้สิ่งที่พวกเราต้องทำคือการตามหาองค์ราชาและแม่ทัพคนอื่น ๆ ก่อน ข้าเชื่อว่าทุก ๆ คนเองก็คงจะหนีรอดมาได้ด้วยพลังของเรย์เบลดเป็นแน่”

“ทราบแล้ว...งั้นไปกันเถอะดาร์ลิ้งค์”

“ได้เลยจ๊ะ  ฮันนี่”

พูดจบบลูไรเซอร์เปลี่ยนสภาพจากร่างหุ่นกลายเป็นยานบินสีน้ำเงินรูปร่างคล้ายนกอินทรีพุ่งทะยานหายไปจากบริเวณนั้นภายในพริบตา ทิ้งให้อุชิโอะยืนตกตะลึงอยู่อย่างนั้น

"อะ...ไปซะแล้ว....ว่าแต่หุ่นตัวนั้นเป็นใครกันแน่นะ... " อุชิโอะพูดพลางจ้องมองบลูไรเซอร์ที่ทะยานหายไป

เมื่อนึกทุกอย่างออกหมดสิ้นเซริออสก็ลืมตาขึ้นเพื่อพาตัวเองกลับมาสู่ปัจจุบัน

“อ๋อ...แม่นางก็คือไดรฟ์เวอร์ของแพนเซอร์เครื่องนั้นเองสินะ..”

เซริออสเอ่ยขึ้นพลางทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือของตนเองเบา ๆ อันที่จริงเหตุการณ์ในตอนนั้นทั้งเขาและเซเลน่าก็แค่บังเอิญทะลวงมิติวังวนไปโผล่กลางการไล่ล่าของอุชิโอะและสลัดอวกาศก็เท่านั้นแต่นึกไม่ถึงว่าอุชิโอะจะคิดว่าตนเป็นผู้ช่วยชีวิตในตอนนั้นเมื่อคิดได้ดังนั้นแม่ทัพหนุ่มก็ตั้งใจที่จะกล่าวความจริงออกมาเพื่อแก้ข้อเข้าใจผิด

“แต่ว่าแม่นาง...เหตุการณ์ในตอนนั้น  แม่นางเข้าใจผิ...” ยังไม่ทันที่เซริออสจะได้อธิบายต้นสายปลายเหตุ ซารีน่าก็ชิงพูดขึ้นมาซะก่อน

“ ใช่ ๆ  นอกจากเหตุการณ์นั้นแล้ว  ตอนที่พวกเราหลบหนีมาจากโคโลนี่  ผู้พันเคนตั๊กกี้ก็มาช่วยพวกเราด้วยนี่คะ ?”

“ หา......... “ เซริออสที่ยังไม่อาจแก้ความเข้าใจผิดอันดับที่หนึ่งได้ความเข้าใจผิดลำดับที่สองก็ตามมาติด ๆ แต่จะว่าไปโคโลนี่ที่พวกซาริน่าพูดถึงมันคืออะไรเขาก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ

“ เหตุการณ์ตอนนั้นยังไงล่ะคะ  ที่พวกเราโดนกองยานของบอล์นจู่โจมตอนหลบหนีออกมาจากโคโลนี่ L 7 น่ะค่ะ “  ซารีน่าพยายามอธิบายเพื่อให้ผู้พันเคนตั๊กกี้หรือก็คือเซริออสนึกให้ออกแต่ว่าไม่มีประโยชน์เพราะท่านแม่ทัพใหญ่นึกเรื่องราวตอนนั้นไม่ออกเลยซักนิดแต่จู่ ๆ เซเลน่าก็แทรกขึ้นมา

“ดาลิงค์! หรือว่าจะเป็นเหตุการณ์ตอนนั้น”

“ตอนนั้นเหรอ?.....” เมื่อได้ฟังคำพูดของหญิงสาวที่อยู่ข้างกายเซริออสก็หลับตาลงเพื่อกลับไปสู่โลกแห่งความทรงจำอีกครา

>>>What Next On The Day of Guardian?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2010, 08:35:28 PM โดย raymiel02 » บันทึกการเข้า

To Aru Kagaku no Unicorn



จงต่อสู้เพื่อความฝันในวันอับโชค 

http://raymiel02.exteen.com/ บล็อกที่อัพมั่งไม่อัพมั่ง
raymiel02
The Star Combatant
Talent Pilot
******
กระทู้: 204



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: กันยายน 17, 2010, 08:13:49 PM »

[Episode 10 - The Day of Guardian –] [10]

(ย้อนไปอ่านเหตุการณ์นี้ได้ใน   Episode 2 - A Revealed Secret )

ท่ามกลางห้วงอวกาศอันแสนเวิ้งวาง พญาวิหคสีน้ำเงินยังคงบินทะยานไปอย่างไร้จุดหมาย แม้นว่าจะมีเป้าหมายอันสำคัญยิ่งที่ควรรีบปฏิบัติแต่หากไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มจากตรงไหนมันก็เป็นงานที่ยากลำบากยิ่งนัก เซริออสกวาดสายตามองไปทางซ้ายก่อนจะย้ายมาทางขวาและกลับไปซ้ายอีกครั้งแบบนี้อยู่หลายครั้งหลายคราแต่ก็ไม่มีวี่แววของบุคคลที่เขาตามหาเลยแม้แต่เค้าไอก็ยังสัมผัสไม่ได้

“เป็นยังไงบ้าง ฮันนี่...” 

หลังมองหาด้วยตัวเองอยู่นานก็ไม่พบอะไรแม่ทัพหนุ่มจึงกล่าววาจาถามหญิงสาวผู้ที่นั่งอยู่ต่ำกว่าเขาเล็กน้อย ในขณะที่เธอจ้องมองดูแผงควบคุมที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่วางตา

“ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเลยดาร์ลิ้ง หนำซ้ำเวลานี้คริสตัลคอร์ก็เริ่มมีอาการแปลก ๆ แล้วด้วยข้าว่าพวกเราควรผ่อนพลังของมันลงหน่อยจะดีไหมดาร์ลิงค์”

เซเลน่าภรรยาของเขาหันหน้ากลับมาเล็กน้อยก่อนจะรายงานสภาพที่เกิดขึ้น หลังจากบินวนไปวนมาไม่รู้ว่านานแค่ไหนและได้ระยะทางเท่าไหร่แล้ว พลังงานจากคริสตัลคอร์ก็เริ่มส่งสัญญาณไม่เสถียรออกมาแทบตลอดเวลา แม่ทัพหนุ่มเริ่มเข้าใจความหมายของสิ่งที่เซฟีเรียได้พูดเอาไว้แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังสงบสติอารมณ์และค่อย ๆ หาทางแก้ไขสถานการณ์ด้วยความใจเย็น ความเร็วของบลูไรเซอร์ค่อย ๆ ลดลงพร้อมกับขนาดปีกแสงที่ลดขนาดลงไป เซริออสผ่อนการส่งพลังงานลงเพื่อให้เซเลน่าทำการตั้งลิมิตเตอร์

“ยังไงซะเวลานี้พวกเราก็ควรจะ.......”

บรึ๊มมมมมมมมมมมมมมมมมม !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ยังไม่ทันจะพูดได้จบประโยค แสงสว่างวาบและแรงสะเทือนของการระเบิดอันรุนแรงก็ส่งผลกระทบทำให้บลูไรเซอร์ขยับออกจากเส้นทางการบินเดิมเล็กน้อย แม้จะไม่ได้ยินเสียงความสว่างเจิดจ้าของแสงที่ปรากฏขึ้นนั้น ก็สามารบ่งบอกถึงความรุนแรงของระเบิดเมื่อครู่นี้ได้

“ หืม ?  นั่นมัน....” 

 เซริออสชะงักเล็กน้อยก่อนจะค่อยลดความเร็วของบลูไรเซอร์ลงก่อนจะเปลี่ยนสภาพกลับมาเป็นโหมดหุ่นรบ ขณะสังเกตุเห็นการระเบิดที่รุนแรงเกิดขึ้นหลายครั้งในบริเวณที่อยู่ห่างออกไปไม่น่าจะไกลนักขณะที่กำลังมองดูสภาพการณ์อยู่นั้นเอง เซเลน่าก็เอ่ยถามขึ้น

“ดาร์ลิงค์............”

เธอส่งสายตามองไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่สูงกว่าเธอสีหน้าและแววตาคู่นั้นบ่งบอกถึงความอยากจะรู้ถึงความต้องการของชายหนุ่มตรงหน้าอย่างชัดเจน

“อืม......ลองเข้าไปใกล้ ๆ หน่อยดีกว่า  ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เบาะแสในการตามหาองค์ราชากับพรรคพวกของเราก็เป็นได้” 

สิ้นคำพูดของชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีน้ำเงินหญิงสาวก็พยักหน้าแทนคำตอบ  บลูไรเซอรเปลี่ยนสภาพเป็นยานความเร็วสูงอย่างรวดเร็วก่อนพุ่งทะยานเข้าสู่เขตสู้รบทันที ขณะที่การสู้รบ ณ โคโลนี่ L7 ยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้น สัญญาณการมาของพญาอินทรีย์สีน้ำเงินก็ปรากฏให้ผู้คนในสนามรบแห่งนี้ได้รับรู้

“ผู้การครับ ! มีวัตถุบินลึกลับไม่ปรากฏสัญชาติกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ด้วยความเร็วสูงครับ” 

ทหารบอล์นนายหนึ่งจับสัญญาณวัตถุบินไม่ปรากฏสัญชาติได้จากเซ็นเซอร์ของจาโปรน่าที่เขาขับอยู่นักบินผู้นี้ไม่รอช้าที่จะติดต่อกับเครื่องจ่าฝูงและทุกคนในกลุ่ม เมื่อพบบลูไรเซอร์กำลังบินตรงมาทางพวกตนด้วยความเร็วสูง

“หรือว่ามันจะเป็น ยูนิทรุ่นใหม่ของเอลฮังค์ที่เคยได้รับรายงานมา.....มันคิดจะมาตลบหลังของเรางั้นเรอะ!!?  ทุกหน่วย !!! กำจัดยานบินลึกลับนั่นให้ได้ !!!” 

สิ้นคำสั่งการ  เหล่าจาโปรน่าต่างก็ยิงบีมไรเฟิลเป็นจำนวนมากเข้าใส่บลูไรเซอร์ทันทีลำแสงบีมจำนวนมากถาโถมเข้าใส่ยานบินรูปนกอินทรีย์ราวกับห่าฝน แต่ลำแสงเหล่านั้นไม่อาจเจาะทะลวงสนามพลังป้องกันของมันเข้ามาได้แต่การระทำนี้ก็สร้างไม่พอใจให้กับแม่ทัพใหญ่แห่งแดนใต้ผู้นี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

“ อะไรกัน?...ทำไมผู้คนในดินแดนแห่งนี้ถึงชอบทำอะไรป่าเถื่อนเยี่ยงนี้ ยังไม่ทันเอ่ยวาจาทักทาย ก็กระหน่ำโจมตีใส่กันเสียแล้ว...”

“งั้นบินฝ่าออกไปตรง ๆ เลยดาร์ลิ้ง!!!”

“ทราบแล้วจ๊ะ !!!  ฮันนี่ว่ายังไงก็ว่าตามกัน” 

เซริออสยิ้มให้กับภรรยาของตนด้วยสีหน้าเปี่ยมความมั่นในก่อนจะเร่งพลังงานขับดันให้กับบลูไรเซอร์ในร่างพญาวิคปีกลำแสงสีเขียวมรกตขยายขนาดขึ้นทันตาก่อนจะบินทะลวงฝ่าแนวป้องกันของจาโปรน่าออกมาได้อย่างง่ายดายแต่ทว่า...

“ แย่แล้วดาลิ้งค์!! ข้างหน้า!!! ๆ มีวัตถุขนาดยักษ์ขวางอยู่!!! ”

เซเลน่ารีบร้องเตือนเมื่อได้เห็นสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่ปรากฏอยู่ตรงหน้าซึ่งมันก็คือยานฮาเซลเซน่อนนั่นเองด้วยความเร็วของบลูไรเซอร์ในยามนี้ ผนวกับความไม่รู้ว่าวัตถุยักษ์นี้คืออะไร หากชนเข้ากับวัตถุที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนต่อให้เป็นสุดยอดแพนเซอร์แห่งอาณาจักรวาเลนเดียก็อาจจะกลายเป็นชิ้น ๆ ได้ เมื่อตัดสินใจได้แบบนั้นเซริออสจึงเลือกที่จะไม่เสี่ยงเข้าปะทะ

“ ฮึบ !!!”

ชายหนุ่มรวบรวมสมาธิพร้อมส่งพลังออกไปอย่างเต็มทีเพื่อความคุมให้บลูไรเซอร์เชิดหัวขึ้นและบินไต่ระดับตวามสูงของวัตถุนี้ไปเรื่อย ๆ และเมื่อทะยานหลบขึ้นไปได้สำเร็จเซริออสก็รีบหยุดการเคลื่อนไหวของแพนเซอร์คู่ใจด้วยวิธีเปลี่ยนร่างเป็นโหมดนักรบ โล่ห์ที่ทำหน้าที่เป็นหัวยานถูกยิงขึ้นไป ขณะที่พับส่วนลำตัวของยานค่อย ๆ เผยส่วนแขนที่พับซ่อนไว้ ปลายเท้าที่เหยียดตรงพับกลับเข้ามาดังเดิม ก่อนที่รจะพุ่งขึ้นไปจับส่วนหัวยานที่ถูกยิงออกไปตั้งแต่ทีแรกมาถือไว้พร้อม ๆ กับส่วนหัวที่ปรากฏออกมาเผยให้เห็นนัยน์ตาสีเหลืองอร่าม ที่ค่อย ๆ ร่อนลงมายังเบื้องหน้าของอาร์คสไตรค์เกอร์และยานฮาเซลเซน่อน...

“ฟู่.....โชคดีนะที่ไม่ชน....” 

ทั้งเซริออสและเซเลน่าที่อยู่ในส่วนควบคุมของบลูไรเซอร์ต่างก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกพลางมองดูวัตถุยักษ์ที่อยู่ตรงหน้าโดยที่ไม่ได้ใส่ใจหุ่นยนต์สองตัวที่ลอยอยู่ใกล้ ๆ เลยแม้แต่น้อย แต่ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นทางด้านของพวกอุชิโอะและลูน่ากลับมองเห็นสภาพการณ์นี้แตกต่างออกไป

"หะ....หุ่นยนต์ตัวนั้นมัน..... "

อุชิโอะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตกใจระคนดีใจ เธอจำได้ว่าหุ่นยนต์ตัวนี้เป็นตัวเดียวกับที่เคยช่วยเหลือเธอเอาไว้นั่นเอง ขณะที่บลูไรเซอร์ยืนตระหง่านท่ามกลางสนามรบ  ทั้งยานฮาเซล เซน่อน  และพวกบอล์นต่างก็ชะงักเมื่อเห็นการปรากฏกายที่ดูทรงพลังนี้ นักรบสีน้ำเงินค่อย ๆ สอดส่องดูทั้งยานฮาเซล เซน่อน , อาร์คสไตรค์เกอร์ และหุ่นจาโปรน่าตัวอื่น ๆ ราวกับว่ากำลังตรวจสอบอะไรบางอย่าง...

“ดาร์ลิงค์ !!!  แพนเซอร์ตัวนั้น..มันเจ้าตัวเมื่อคราวก่อนนี่นา!!!”  เซเลน่าร้องบอกสามีของเธอทันทีเมื่อเห็นอาร์คสไตรค์เกอร์อีกรอบ

“อืม....ฮันนี่ลองหาทางติดต่อแพนเซอร์พวกนั้นดูซิ..เผื่อพวกเขาจะทราบข่าวคราวที่พวกเราต้องการ”

เซริออสตัดสินใจที่จะลองสอบถามข้อมูลกับสิ่งที่ตนไม่รู้จักแต่ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นพวกบอนล์เองก็ทำการแสกนภาพของหุ่นรบปริศนานั้นเพื่อหาข้อมูลเช่นกัน

"หุ่นยนต์ตัวนั้นหรือว่าจะเป็น.... !?!? " 

กัปตันยานรบของบอล์นนำภาพถ่ายเงาของหุ่นปริศนาที่ถ่ายได้จากฐานทัพของบอล์นบนโลก   ผู้ที่ทำลายฐานทัพของบอล์นที่ออสเตรเลียและที่จีนพินาศเป็นหน้ากลองภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง  แถมด้วยภาพที่กล้องจากหุ่นของหน่วยรบพิเศษของบอล์นได้จับภาพหุ่นปริศนาได้ลาง ๆ ก่อนที่จะถูกทำลาย 

" ไม่ผิดแน่...เจ้าตัวนี้แหละ หุ่นรุ่นใหม่ของเอลฮังค์... " 

เมื่อนำภาพทั้ง 3 รูปมาเทียบรูปร่างกับร่างน้ำเงินที่อยู่ตรงหน้านี้แล้ว ปรากฏว่ามีรูปร่างคล้ายคลึงกันอย่างไม่น่าเชื่อ  ด้วยประสิทธิภาพที่ถูกกล่าวขวัญบนโลกทำให้ กัปตันรู้ดีว่าเจ้านี่เป็นสิ่งอันตรายขนาดไหน? เขาไม่รีรอที่จะออกคำสั่งแม้แต่น้อย

" ทหารทุกคนเปลี่ยนเป้าหมาย  ทำลายหุ่นสีน้ำเงินตัวนั้นให้ได้  มันเป็นรุ่นใหม่ของเอลฮังค์ ! "  สิ้นคำสั่ง ปากกระบอกปืนของจาโปรน่าต่างก็พร้อมใจกันเล็งมายังร่างสีน้ำเงินนั้นทันที

เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

เกิดการระเบิดขั้นตรงจุดที่ร่างสีน้ำเงินนั้นยืนอยู่อย่างรุนแรง  ทั้งจาโปรน่าของศัตรูและกองยานฮาเซล เซน่อน ต่างก็คิดเหมือนกันว่าร่างนั้นคงถูกทำลายไปแล้วอย่างแน่นอน แต่ทว่าสำหรับอุชิโอะที่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้แล้วครั้งหนึ่ง กลับไม่คิดเช่นนั้น...

“ให้ตายสิ....ข้าเองก็ชักจะเหลืออดกับเจ้าแพนเซอร์ที่ชอบลอบกัดพวกนี้แล้วนะ  จู่โจมศัตรูขณะที่กำลังจะทำการเจรจาเยี่ยงนี้ช่างไร้เกียรติของนักรบยิ่งนัก” 

เซริออสกล่าวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความไม่สยอารมณ์พลางค่อย ๆ หันร่างสีน้ำเงินกลับไปจ้องมองเหล่าคนที่ถูกเหมาว่าเป็นศัตรูไปแล้วด้วยแววตาที่โกรธเกรี้ยว

วู๊มมมมมมมมมมมมมมม................

กระสุนบีมจำนวนมากไม่โดนตัวของหุ่นยนต์ตัวนั้นเลยแม้แต่น้อย...  ร่างนั้นจ้องมองไม่ยังเหล่าจาโปรน่าที่ยิงใส่มันเมื่อครู่  พลันดวงตาสีเหลืองอ่อนของร่างนั้นก็ส่องแสงขึ้น...

ฉัวะ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

"อะ...อะไร !?!?!? "  นักบินผู้โชคร้ายที่ควบคุมจาโปรน่าเครื่องที่อยู่ใกล้สุด มองร่างของตัวเองที่ขาด 2 ท่อนพร้อม ๆ กับค๊อกพิทของหุ่นอย่างช้า ๆ  ก่อนที่เครื่องจะระเบิดกลายเป็นเศษ

"อะ....ไอ้ปีศาจ !!!! " 

นักบินคนอื่น ๆ เริ่มเสียขวัญและชักบีมไรเฟิลยิงใส่ร่างบลูไรเซอร์เป็นพัลวันแต่ร่างนั้นก็บิดตัวหลบอย่างคล่องแคล่วพร้อมกับใช้ไทรเดนท์ไล่เสียบจาโปรน่าตกไปทีละเครื่อง ๆ  อย่างรวดเร็ว...

"อุชิโอะซังคะ....นั่นมันหุ่นอะไรกัน !?!?!? "  เอเล่ถามอย่างฉงน  เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นหุ่นยนต์เพียงตัวเดียวไล่ต้อนทัพจาโปน่าจนแตกฝูงได้

" เอ่อ....ฉันเองก็ไม่ทราบเช่นกันค่ะ !  แต่ว่า...หุ่นยนต์ตัวนั้นเคยช่วยชีวิตของฉันเอาไว้..... "  เธอบอกกับเอเล่พลางจ้องมองร่างสีน้ำเงินอย่างไม่กระพริบตา

" อะ....อ๊ากกกกกกกกกกก  !?!?!? "  จาโปรน่าเป็นจำนวนไม่น้อยที่ถูกทำลายด้วยน้ำมือของหุ่นตัวเดียว สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้กับกองทัพบอล์นเป็นอย่างมาก

"ฮึ่ยยย !!!!!! ยิงมันเลย !!!!! "  กัปตันยานตัดสินใจใช้ปืนใหญ่ยานรบกระหน่ำยิงใส่ร่างสีน้ำเงินนั้นทันที 

ตูมมมมมมมมมมมม !!!!!!!!!!

เมื่อเขม่าควันหายไป  ซากของจาโปรน่าเคราะห์ร้ายที่โดนลูกหลงจากปืนยานรบกระจายไปทั่วบริเวณแต่ทว่า.... มีน้ำ... น้ำซึ่งไม่รู้ว่าปรากฏมาจากไหนกำลังห่อหุ้มร่างของบลูไรเซอร์เอาไว้ ราวกับเป็นเกราะป้องกันก็ไม่ปาน

ซ่า......................

น้ำที่ห่อหุ้มร่างนั้นแตกออกมาเป็นหยดน้ำเล็ก ๆ  หลายลูกลอยล้อมรอบร่างสีน้ำเงินเอาไว้  ดวงตาสีเหลืองทองของบลูไรเซอร์เรืองแสงและจ้องมองไปยังกองยานของบอล์นที่ลอยอยู่ด้านนอกสนามรบทันที

"เฮือก..... อะไรกัน !?!? ทำไมมันไม่เป็นอะไรเลย..... " 

กัปตันยานผู้นั้นแทบช๊อค ปืนใหญ่ยานรบจำนวนมากยังไม่สามารถทำให้หุ่นตัวนั้นระคายผิวได้เลย  แถมดวงตาสีเหลืองทองที่จ้องมองมายังกองยานนั้นก็ราวกับดวงตาของมัจจุราชก็ไม่ปาน

“ลอบกัดครั้งแล้วครั้งเล่า....พฤติกรรมเลวร้ายขนาดนี้เห็นทีข้าคงปล่อยเอาไว้ไม่ได้ซะแล้วสินะ...”  เซเลน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาขณะที่ค่อย ๆ ควบคุมมวลน้ำเหล่านั้นให้เคลื่อนไหวไปมาราวกับมีชีวิต

“อย่าปล่อยรุนแรงมากล่ะฮันนี่ ถึงยังไงตอนนี้พวกเราก็ยังมีความจำเป็นต้องเอาข้อมูลจากพวกมันอยู่”

“อย่าได้กังวลไปดาร์ลิงค์ ข้าใช้พลังจะแค่ 1 ใน 100 ของบลูไรเซอร์เท่านั้น”

ครึ่กกกก....... 

บลูไรเซอร์เปิดบ่าออกมา เผยให้เห็นปืนขนาดใหญ่ 2 ลำกล้องที่เล็งไปยังกองยาน  หยดน้ำที่ลอยล้อมรอบหุ่นก็ค่อย ๆ พุ่งขึ้นไปลอยล้อมรอบปากกระบอกปืนทั้ง 2 ลำแสงสีฟ้าค่อย ๆ ปรากฏที่ปากกระบอกปืนทั้ง 2 ข้าง  หยดน้ำเองก็หมุนล้อมรอบปากกระบอกปืนเร็วขึ้น เค้าลางของความหายนะได้เข้าปกคลุมกองยานของบอนล์อย่างช้า ๆ

"ฮึ่ย !!!!!  ถอนกำลัง ! เร็วเข้า !!!!!! " 

น่าแปลกที่กองยานจำนวนมากจะกลัวปืนแค่ 2 กระบอกของหุ่นตัวเดียว  แถมดูจากขนาดของปืนแล้วไม่น่าจะทำลายกองยานได้เลย  แต่ลางสังหรณ์ของกัปตันที่อยู่ในสงครามมาเป็นเวลานาน ทำให้เขารู้สึกพรั่นพรึงต่อพลังของปืนที่กำลังจะถูกยิงออกมา....

“Aqua Strike!!” เซเลน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นก่อนจะปลดปล่อยพลังโจมตีออกไป

วิ้งงงงงงงง !!!!   เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ลำแสงสีน้ำเงินขนาดใหญ่ถูกยิงออกมาจากปากกระบอกปืนทั้ง 2 ข้าง แถมหยดน้ำก็พุ่งมารวมเป็นสายไล่ตามลำแสงนั้นมาติด ๆ

" อะ.....อ๊ากกกกกกกกกกกกก !?!??!?!  "

ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

สิ้นเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนของกัปตันยาน  ลำแสงขนาดใหญ่ก็เจาะบาเรียของยานพุ่งทะลุตัวยานเป็นรูขนาดใหญ่   แถมสายน้ำ 2 สายที่ตามลำแสงมา ก็แตกกระจายเป็นสายเล็ก ๆ  ซึ่งสายน้ำแรงดันสูงก็พุ่งเข้าทำลายจาโปรน่าจำนวนมากที่อยู่ในรอบรัศมีทำลายอีกด้วย

บรึมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม  !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

แสงสว่างจากการระเบิดส่องสว่างเป็นวงกว้างกระจายไปทั่ว  แรงระเบิดสะเทือนมาถึงตัวยานฮาเซล เซน่อน และอาร์คสไตรค์เกอร์  แต่ทว่าผู้ที่ตกใจกับการโจมตีครั้งใหญ่นี้มากที่สุดกลับไม่พ้น ตัวแม่ทัพแห่งแดนใต้และภรรยานั่นเอง

“..............”

เซริออสอ้าปากค้างเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ขณะที่เซเลน่าซึ่งเห็นถึงพลังโจมตีที่มหาศาลนี้ก็ได้แต่อึ้งเหมือนกัน

“เดี๋ยวก่อนสิที่รัก!! ไหนบอกว่า 1 ใน 100 ไง!!?“

“มะ...ไม่ใช่นะ ดาร์ลิงค์!!!  ข้าใช้พลังออกไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจริง ๆ นะเชื่อข้าสิ!!”

เซเลน่ากล่าวพลางทำแววตาออดอ้อนบวกสีหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้เซริออสก็ต้องหยุดใช้เสียงดัง ๆ ไปในทันใด เขาค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเมื่อครู่

“แล้วเพราะเหตุใดพลังทำลายมันจึงมหาศาลเยี่ยงนั้นได้ล่ะ?”

“เรื่องนั้นข้าเองก็อาจรู้ได้ อาจเป็นเพราะความผิดปกติของคริสตัลคอร์ก็ได้นะดาร์ลิงค์” 

คู่สามีภรรยาเริ่มเดาต้นสายปลายเหตุไปต่าง ๆ นานาโดยที่ทั้งคู่ไม่อาจทราบได้เลยว่าแท้จริงแล้วพลังทำลายพวกนั้นออกมาจากระเบิดนิวเคลียร์ที่ยานเหล่านั้นบรรทุกมาเพราะจุดที่บลูไรเซอร์ยิงอัดเข้าไปนั้นเป็นคลังเก็บนิวเคลียร์ของยานพอดีแต่ความจริงข้อนี้ก็ไม่มีใครรับรู้เลยแม้แต่ตอนนี้ก็ตาม

วิ้ง~~~~~~

ร่างของบลูไรเซอร์มองไปยังจุดที่กองยานบอล์นเคยอยู่เมื่อครู่  ก็หันหลังกลับมามอง ยานฮาเซล เซน่อน และอาร์คสไตรค์เกอร์ทันที

"อะ....อึก.... " เอเล่รู้สึกสั่นเล็กน้อย เมื่อได้เห็นพลังทำลายที่มหาศาลของบลูไรเซอร์เมื่อครู่... 

"มาเรียซัง... ติดต่อไปยังหุ่นตัวนั้นได้รึเปล่าคะ ? "

" งื้อ..... ไม่ได้ง่ะ มาเรียส่งสัญญาณไปยังหุ่นตัวนั้นตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว  แต่ไม่มีท่าทีจะตอบกลับเลยอ่ะ  งือ.... "

" ฉันก็ลองติดต่อไปแล้วเหมือนกันค่ะ  แต่ทางเค้าก็ไม่ตอบกลับเลย... " อุชิโอะที่อยู่อีกช่องสัญญาณหนึ่งก็กล่าวด้วยน้ำเสียงผิดหวัง

" ดีล่ะ ! งั้นลองส่งสัญญาณอื่น ๆ ดูเผื่อเค้าจะตอบกลับมาบ้าง " เอเล่ตัดสินใจส่งสัญญาณไฟไปทางร่างสีน้ำเงินนั้นทันที

“อ่ะ...ดาลิงค์  ดูเหมือนว่าทางนั้นจะพยายามติดต่อกับพวกเราโดยใช้สัญญาณไฟล่ะ!!”  เซเลน่าร้องบอกทันทีเมื่อได้เห็นสัญญาณไฟที่มาจากทางยานฮาเซล เซน่อน

“แล้วทางเราจะโต้ตอบกับทางนั้นอย่างไรดีในเมื่อเราไม่มีแสงไฟที่จะใช้ตอบโต้.......”  เซริออสครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่

“ใช่แล้ว !!! ใช้ภาษามือไงล่ะ” 

ไวเท่าความคิด  แม่ทัพแห่งทักษิณใส่พลาสติน่าของตนในลูกแก้วควบคุมเพื่อให้บลูไรเซอร์ขยับท่าทางตามที่ใจตนคิดทันทีและการสื่อสารที่เป็นดุจเส้นขนานก็เริ่มต้นขึ้นในตอนนี้เอง

" อ่ะ.....เค้ามีปฏิกิริยาแล้วค่ะ ! ตะเบ๊ะมาให้เราด้วย  " อุชิโอะพูดอย่างตื่นเต้น

" ค่ะ ! ซารีน่าซัง  ส่งสัญญาณไฟ ถามเค้าไปว่า  " คุณเป็นใคร "  ต่อเลยนะคะ "  เอเล่ออกคำสั่ง  เมื่อซารีน่าส่งสัญญาไฟให้ไปร่างสีน้ำเงินนั้น  จู่ ๆ ร่างนั้นก็ขยับมือเป็นท่าต่าง ๆ ให้พวกเอเล่ดู

" นั่น....เค้าทำอะไรเหรอคะ ? " อุชิโอะแปลกใจ

" ภาษามือค่ะ อุชิโอะซัง ! " เอเล่ตอบ  " ท่าทางหุ่นตัวนั้นจะไม่มีวิทยุสื่อสาร  เลยต้องสื่อสารกับเราด้วยวิธีนี้   ซารีน่าซังพอจะแปลภาษามือของเค้าได้ไหมคะ ? "

เมื่อถูกถามเช่นนั้นซารีน่าก็รีบใช้สามาธิจ้องมองดูการส่งภาษามือฉบับภาษาต่างดาวที่เนื้อหาที่ถูกส่งกับเนื้อหาที่ถูกถอดไปคนละดาวกันอย่างสิ้นเชิง

“พวกท่าน...เคยเห็น....แพนเซอร์สีทอง...รูปร่างคล้าย ๆ..บลูไรเซอร์ตัวนี้หรือไม่ ?”  เซริออสกล่าวพลางขยับท่าทางของบลูไรเซอร์ให้ทางฝั่งยานฮาเซล เซน่อนเข้าใจ

" พอได้ค่ะ.. เอ่อ....เค้าบอกว่า...  " นี่เป็นหุ่นรบรุ่นใหม่ของเอลฮังค์...ที่มาทำการทดสอบในบริเวณนี้และได้ผ่านมาเจอกับพวกบอล์นพอดี.... "   ว่าอย่างนี้แหละค่ะ "  ซารีน่าตอบ

" งั้นส่งสัญญาณไฟตอบเค้าไปด้วยนะคะว่าทางเราขอขอบคุณในความช่วยเหลือ  ว่าแต่คุณเป็นใครเหรอคะ ?   ประมาณนี้น่ะค่ะ "

" ทราบแล้วค่ะ ! "  เมื่อซารีน่าส่งสัญญาณไฟไปให้บลูไรเซอร์ 

“เอ่อ.....พอจะแปลสัญญาณไฟของเรือบินลำนั้นได้หรือไม่ ฮันนี่ ?”  เซริออสกล่าว  เขายังงง ๆ กับสัญญาณไฟของยานฮาเซล เซน่อนอยู่เลย

“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ...ดูเหมือนว่าทางสัญญาณไฟของพวกเรากับพวกเขาจะแตกต่างกัน...”  เซเลน่ากล่าวพลางพยายามจ้องมองสัญญาณไฟเพื่อแปลภาษาต่อ

“อืม...งั้นข้าใช้ภาษามือต่อเลยก็แล้วกัน...เผื่อพวกนั้นอาจจะรู้เรื่องอะไรบ้าง...” เซริออสไม่ล่ะความพยายามที่จะสื่อสานจึงจัดการส่งภาษามือไปอีกหนึ่งชุดแต่ผลที่ได้นั้นคือ

" เอ่อ...เค้าบอกว่า....  " ผมเป็นนักบินทดสอบของหุ่นเครื่องนี้ ยศพลตรี ชื่อเคนตั๊กกี้  ยินดีที่ได้รู้จักครับ... "    ประมาณนี้แหละค่ะ "  แน่นอนว่าภาษามือที่ซาริน่าแปลออกมา  ความหมายผิดไปคนละทิศละทางกับที่เซริออสต้องการสื่อ

" ชื่อ....คุ้นดีจังเลยนะคะ.... " อุชิโอะเหงื่อตกเล็กน้อย 

“ไม่ไหวดาร์ลิง...ข้าแปลไม่ได้เลย”  เซเลน่าจนปัญญากับการแกะรหัสของสัญญาณไฟของยานฮาเซล เซน่อน

“นั่นสินะ....ดูท่าทางภาษามือของข้า ฝั่งนั้นก็คงไม่เข้าใจเช่นกัน...ยังไงเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราควรรีบออกเดินทางต่อดีกว่า”

“ทราบแล้วค่ะ ดาลิงค์ ”  พูดจบทั้งสองก็รีบออกเดินทางต่อทันทีแต่ก่อนไปนั้น

กึงงงง....บลูไรเซอร์ตะเบ๊ะให้ยานฮาเซล เซน่อนอีกครั้ง  ก่อนที่จะทำการพับตัวหุ่นเป็นรูปยานบินความเร็วสูงและทะยานออกไปทันที..

" อะ....เค้าไปซะแล้ว  ยังไม่ทันคุยกันรู้เรื่องเลย.... "   มาเรียกล่าวเสียงหงอย

" แต่ท่าทางเค้าคงเป็นคนดีนะค่ะ ไม่แน่เราอาจจะได้พบกับเค้าอีกในอนาคตอันใกล้ก็ได้... " 
อุชิโอะยิ้มด้วยความดีใจนี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่หุ่นตัวนั้นได้เข้ามาช่วยเหลือเธอ....ใช่ทุกอย่างมันเป็นความเข้าใจผิดที่ซ้อนกันซ้ำซากเสียจนไม่รู้จะเริ่มแก้กันตั้งแต่ตรงไหนเซริออสลืมตาขึ้นหลังจากนึกถึงเรื่องน่าอับอายพวกนั้นได้ครบถ้วน

“......เอ่อ...........” 

เซริออสเหงื่อตกเพราะว่าไม่รู้จะสรรหาคำกล่าวใดมาแก้ความเข้าใจผิดของสาว ๆ ฮาเซลเซน่อนทที่ตอนนี้เป็นสิ่งที่กู่ไม่กลับกันง่าย ๆ  แถมท่าทางกว่าจะอธิบายกันให้เข้าใจนั้นคงต้องใช้เวลานานแน่ ๆ  ดังนั้น เมื่อคิดผลได้ผลเสียแล้ว  เซริออสจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดในสถานการณ์นี้

“ฮะ ๆ  ใช่แล้ว!! ข้านึกออกแล้ว ในตอนนั้นข้ากับสุดที่รักของข้าได้เข้าช่วยพวกแม่นางเอง  แต่พวกแม่นางเข้าใจผิดไปเล็กน้อยนพะ บลูไรเซอร์ของข้านี้หาใช่แพนเซอร์ของเอลฮังค์ไม่ แต่เป็นแพนเซอร์แห่งราชอาณาจักรวาเลนเดียตะหาก ”

“ อะ......” เซเลน่าอึ้งกับสิ่งที่เซริออสพูดออกไป  เธอจึงรีบติดต่อสื่อสารกับเซริออสผ่านทางโทรจิตทันที

(เดี๋ยวก่อนสิคะ ดาลิงค์  ทำไมไปโป้ปดกับพวกแม่นางเช่นนั้นล่ะ ?)

(เอาน่าฮันนี่....พยายามทำตัวเห็นด้วยกับข้าไปก่อนเถิด)  เซริออสส่งกระแสจิตกลับมาบอกเซเลน่าขณะที่ยังคงรักษาสีหน้าไม่ให้เผลอปล่อยพิรุธไปซะก่อน

“เป็นผู้พันเคนตั๊กกี้จริง ๆ ด้วยสินะคะ ที่ช่วยพวกเราเอาไว้  ดิฉันเป็นตัวแทนกัปตันเอเล่ของยานฮาเซล เซน่อน  ต้องขอขอบพระคุณจริง ๆ ค่ะ”  ซารีน่าโค้งให้เซริออส

“มิได้ ๆ  เพราะว่าการช่วยเหลือผู้ที่มีจิตใจดีงามเป็นหน้าที่ของเหล่าอัศวินอย่างพวกเข้าอยู่แล้ว  พวกแม่นางมิจำเป็นต้องขอบคุณข้าถึงเพียงนั้นหรอก.."

“เอ๋ ?  แล้วรู้ได้ยังไงกันล่ะคะ ว่าพวกเราจิตใจดีงาม ?”  ลูน่าเอ่ยถามด้วยความแปลกใจเล็กน้อย

“เอ้อ....” เซริออสกระแอมในลำคอเบา ๆ พลางกลับมารักษามาดเอาไว้ก่อนจะเริ่มใช้วิชาลับขั้นสุดยอดที่มิอาจสอนกันได้ที่เรียกว่า “แถ”   

 “ก็เพราะว่าพวกข้ามีมนตราที่สามารถตรวจสอบได้ว่าได้ว่าผู้ใดมีจิตใจดีงามหรือมีจิตใจเลวทรามยังไงล่ะ..” 

การแถสดแถเปื่อยแถไฟไหม้แถข้างถลอกของเซริออสนั้นถึงกับทำเอาจอมปราญช์แห่งยุคที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ทำหน้าสีหน้าปั้นยากพลางรีบสื่อสารกับเซริออสทางโทรจิตทันที

(ท่านเซริออส ศาสตร์มนตรานั้นมันมีด้วยหรือ ข้าร่ำเรียนศาสตร์พวกนี้มานานปี ประดิษย์ไสยเวทย์มาก็มากมายแล้ว แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีมนตราที่ทำเช่นนั้นได้อยู่เลยนะท่าน......) แต่คำตอบที่ซัลเทิ้ลได้รับกลับผิดคาดยิ่งกว่า

(มันจะไปมีได้อย่างไรกัน ท่านซัลเทิ้ลเรื่องเมื่อครู่ข้าแต่งขึ้นหลอกแม่นางเหล่านี้) แม่ทัพแห่งทักษินตอบอย่างไม่ยีระในสิ่งที่ตนกระทำ

( ตะ..แต่ทว่า...มันจะเป็นการดีเช่นนั้นหรือท่านเซริออสการหลอกลวงเยี่ยงนี้ ) เด็กหนุ่มพยายามคัดค้านแต่ทว่า

(ท่านซัลเทิ้ลไม่คิดบ้างรึในยามนี้พวกเราควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้และหามิตรเอาไว้ให้ได้มาก)

(แต่ดาลิงค์ ทำแบบนี้มันออกจะ....)  เมื่อได้ยินเสียงของเซเลน่าแทรกผ่านเข้ามาในหัวเซริออสเริ่มอธิบาย

(พวกเจ้าทั้งสองลองคิดดูให้ดีเดิมทีเราอาศัยอยู่ที่นี่ในฐานะคนต่างโลกการที่พวกเค้าจะไม่ไว้ใจเราก็ไม่แปลก  ยังไงเราควรผูกมิตรกับพวกเค้าเอาไว้ก่อน  เพื่อที่เราจะสามารถทำอะไรได้สะดวกขึ้น  เป็นการสร้างความไว้ใจซึ่งกันและกันยังไงล่ะ  และอีกข้อนึงก็คือหากอธิบายความจริงไป  นอกจากจะเสียเวลาแล้ว  ภาพลักษ์ของพวกเราในดาวดวงนี้มีหวังติดลบแน่ ๆ  ก็อย่างที่ข้าว่าท่านซัทเทิลท่านเองก็ได้ประโยชน์เช่นกันนะ)”

(.....ข้าจะได้ประโยชน์อันใดรึ ?)  ซัทเทิ้ลข้องใจกับความคิดของเซริออส

(ไม่คิดหรือว่าหากผู้คนที่นี่ไว้วางใจพวกเราแล้วท่านเองก็จะสามารถศึกษาค้นคว้า วิทยาการของที่นี่ได้มากขึ้นด้วยได้ประโยชน์หลายอย่างเยี่ยงนี้ ถึงจะต้องทำเลวโดยการโป้ปดไปบ้างมันก็จำเป็นมิใช่หรือ?)

ซัลเทิ้ลนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มอย่างปกติส่วนเซเลน่าก็แสดงท่าทีเหมือนกับไม่มีเหตุใดเกิดขึ้น เซริออสจึงเริ่มปฏิบัติการต่ออย่างไม่รีรอ

“สรุปว่าก็เป็นอย่างพวกแม่นางเข้าใจนั่นแหละ  อย่าได้เกรงใจไปเลยพวกข้าช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น” หลังจากพยายามเก๊กมาดให้ดูน่าเชื่อถืออย่างสุดชีวิต คำโกหกนั้นก็ถูกเชื่อเป็นจริงเป็นจังจนไม่มีผู้ใดสงสัยอุชิโอะ โค้งตัวลงตรงหน้าเซริออสอีกครั้งก่อนจะกล่าวออกมาด้วยเสียงที่ดังฟังชัด

“ค่ะ...ต้องขอขอบคุณจริง ๆ ค่ะ คุณผู้พันเคนตั๊กกี้ !!!” แต่เซริออสกับไม่รู้สึกยินดีกับสิ่งนี้นักเขารีบยกมือขึ้นปรามการกระทำของสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้า

“........มีเรื่องอยากบอกพวกแม่นางอีกหนึ่งเรื่อง  ข้าหาได้มีนามว่าผู้พันเคนตั๊กกี้ไม่..  ข้าคือหนึ่งในสี่แม่ทัพใหญ่แห่งราชอาณาจักรวาเลนเดียผู้พิทักษ์อาณาเขตทักษิณ มีนามว่า  เซริออส  แลนติส” 

“ อ้าว ?  เป็นแม่ทัพก็เป็นผู้พันเหมือนกันไม่ใช่เหรอคะ ?” ซาริน่าแปลกใจ

“ไม่ใช่ผู้พัน !!!  แม่ทัพใหญ่ต่างหาก....”  เซริออสพยายามแก้ตำแหน่งของตัวเองอย่างเต็มความสามารถ

“ตำแหน่งนั้นมันก็ผู้พันนั่นแหละค่ะ !!!”  อุชิโอะพยายามโต้แย้ง

“ไม่ใช่ !!แม่นาง ข้าคือแม่ทัพใหญ่แห่งแดนใต้!!” เซริออสไม่ยอมแพ้โต้กลับในทันควัน

“ผู้พัน !!!”

“แม่ทัพใหญ่แห่งแดนใต้!!”

“ผู้พัน !!!”

“แม่ทัพใหญ่!! ตะหากแม่นาง!!!!”

ภาพนักรบผู้เจนศึกแต่ต้องมาโต้เถียงกับสาวน้อยคนนึงอย่างเอาเป็นเอาตายกลายเป็นอะไรที่ดูขบขันสำหรับพวกที่ยืนดูอยู่รอบ ๆ ยิ่งนักแม้แต่
ซัลเทิ้ลกับเซเลน่าก็ยังอดไม่ได้จะรู้สึกตลกกับสิ่งนั้น

( อย่าโกรธาไปเลยท่านเซริออส ไหนบอกว่าควรสร้างความสนิทสนมกับผู้คนที่นี่มิใช่รึ ?  งั้นก็อย่าไปเถียงพวกเค้าเลย)  ซัลเทิ้ลกล่าวพลางพยายามรักษาอาการไม่ให้หัวเราะออกมา

( ท่านก็อย่าได้ตามน้ำพวกเค้าไปอีกคนสิ !! มีแต่เรื่องนี้เท่านั้นที่ข้ายอมไม่ได้  ฮันนี่ เจ้าก็ไม่ต้องหัวเราะขนาดนั้นด้วย !!!)

(จ้า....ดาลิงค์ ฮิฮิ )

และเซริออสอกับอุชิโอะก็ตอบโต้กันเช่นนั้นอยู่พักใหญ่ก่อนจะเลิกรากันไปโดยการยอมแพ้ของอุชิโอะ หลังจากที่จบการประลองคารมนี้ได้จบลงทั้งหมดจะแยกย้ายกันไป เป็นเวลาเดียวกับที่เวราโด้เดินออกมาจากห้องประชุมด้วยรอยยิ้มระรื่นเฉกเช่นทุกครั้ง

>>>What Next On The Day of Guardian?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 22, 2010, 06:45:51 PM โดย raymiel02 » บันทึกการเข้า

To Aru Kagaku no Unicorn



จงต่อสู้เพื่อความฝันในวันอับโชค 

http://raymiel02.exteen.com/ บล็อกที่อัพมั่งไม่อัพมั่ง
Busterwolf
Police Cyborg
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1554


Test Type

koh_dojinshi@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: กันยายน 21, 2010, 11:14:31 PM »

 [Episode 10 - The Day of Guardian –] [11]

 "เฮ้อออ......"เสียงถอนหายใจพร้อมกับบิดขี้เกียจของเอเล่ หลังจากที่ประชุมเครียดเสร็จ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเบื่อเล็กน้อย
เพราะ2อาทิตย์ที่ผ่านมาหลังจากที่ลงมาสู่โลก วันนึงๆเธอต้องเข้าประชุมเครียด ทั้งเรื่องความเป็นไปหลังจากซ่อมหุ่น(งบประมาณต่างๆ) เรื่องเชลยที่ถูกจับเรื่องการวางแผนรับมือถ้าพวกบอล์นบุกมา เป็นต้น

 สำหรับเธอแล้วก่อนหน้านี้เป็นเรื่องที่เธอไม่เคยได้สัมผัสมาเลย เพราะก่อนหน้าที่เธอจะหนีออกจากบ้าน วันๆเธอก็ได้แต่สั่งคนรับใช้ให้ทำโน่นทำนี่ให้ จนเธอแทบไม่ต้องกระดิกไปไหน

 แต่หลังจากที่เกิดสงครามไม่นาน เธอหนีออกจากบ้านพร้อมกับยานที่เธอแอบสร้าง1ลำ เที่ยวตระเวนหาคนที่รอดชีวิตจากสงคราม ถึงแม้ไม่ใช่หน้าที่แต่เธอก็ทำเพราะเป็นคำที่เธอสัญญากับแม่ของเธอก่อนจะเสียชีวิตเพราะไฟสงคราม จนได้มาเจอกับสงครามที่ใหญ่เกินกว่าที่ตัวเธอจะคาดคิดไว้มาก เกินกว่าที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอจะแบกรับไว้ได้ แต่เพราะกำลังใจจากเพื่อนๆ เธอถึงยืนมาได้จนถึงเดี๋ยวนี้ ทั้งในฐานะกัปตันยานและลูกสาวของพลเอกอัลเบิร์ตผู้นำกองกำลังใต้ดิน ที่ต่อต้านบอล์นอย่างลับๆ (เอเล่ยังไม่รู้ว่าพ่อของเธอเป็นผู้นำกองกำลังนี้รุแต่เพียงว่า พ่อของเธอไม่เห็นด้วยกับบอล์นจึงได้ปลีกตัวออกจากกองทัพ)

  ตอนนี้เป็นช่วงพักผ่อน เอเล่ได้นอนพักอยุ่ในห้องพักส่วนตัวในยานฮาเซล ห้องนี้นอกจากเอเล่แล้วลูกเรือของฮาเซลอีก4คนถึงจะมีรหัสผ่านเข้ามาได้ นอกนั้นถ้าไม่ได้รับอนุญาติ ก็จะไม่มีสิทธิเข้า จะเรียกได้ว่าเป็นห้องส่วนตัวของหญิงสาวเลยก็ว่าได้ เพราะเหมือนกับว่าจะเป็นห้องที่แสดงตัวตนจริงๆออกมา โดยที่ไม่ต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน

"ประชุมคราวนี้ คงเครียดน่าดูซินะคะ"

"ก็นิดหน่อยน่ะ....."

ซารีน่าที่กำลังปรับแต่งระบบ OS ของยานฮาเซลให้พร้อมรับมือ กับข้าศึกที่ไม่รู้ว่าวันนี้หรือพรุ่งนี้ หลังจากที่เธอช่วยขนของเสร็จก็รีบปลีกตัวมาทำงานที่ค้างอยู่ต่อให้เสร็จ เห็นเอเล่ท่าทางเหนื่อยๆก็ถามด้วยอาการเป็นห่วง ส่วนเอเล่ที่นอนพักอยู่ที่เก้าอี้นวมปรับเอนในท่าสบาย ก็ตอบกลับมาพร้อมกับดี่มน้ำกระเจี๊ยบตามไปเพื่อแก้กระหาย

".....อืมมม ......"ฟิลเลเน่กำลังง่วนอยุ่กับการถ่ายวีดีโอ กำลังซูมไปที่เอเล่ที่กำลังทำหน้ายักษ์ใส่ ก่อนจะเขวี้ยงหมอนใส่ฟิลเลเน่ แต่ฟิลเลเน่ก็หลบได้สบายๆ

"จะถ่ายไปอีกนานไหมยะหล่อน!!"

"....อีกนาน...."

ฟิลเลเน่ตอบกลับแบบหน้านิ่งๆตามประสา ก่อนที่เอเล่จะปาหมอนหนุนอีกอันใส่ แต่ฟิลเลเน่ก็หลบได้ จังหวะนั้นมาเรียที่เดินเข้ามาที่ประตูก็โดนหมอนใส่ที่หน้าเต็มๆ

".......แหม....เล่นสงครามปาหมอนก็ไม่บอกนะค้าาาา....."แล้วหมอนเจ้ากรรมที่มาเรียปาไส่ก็ไปโดนหน้าซารีน่าเต็มๆก่อนที่เธอจะร่วงลงเก้าอี้อย่างช้าๆ
"ฮุเอ้........." นี่เป็นเสียงสุดท้ายของซารีน่า ก่อนที่จะได้ยินเสียงอาฟเตอร์เอ๊ฟเฟ็กตามมาปิดท้าย

ตึงงงงง!!

"...จ..เจ็บนะ....มาเรียยย..."

ซารีน่าร้องอุบก่อนที่เธอจะปาหมอนใส่มาเรีย เป็นจังหวะเดียวกับที่ลูน่าเดินเข้ามาในห้องเหมือนกัน

ตุบ!!

"...เอ่อ...หมอนจู่ๆก็บินมาต้อนรับเลยเหรอเนี่ย.....วันนี้ยิ่งเหนื่อยๆอยู่....."

"ขอโทษคะลูน่าๆๆๆๆๆๆๆๆ"

ลูน่ารับหมอนไว้ได้ทันก่อนจะมีเสียงขอโทษของซารีน่าไล่หลังมาเป็นระยะๆ

"ช่างเถอะ......ว่าแต่ใครเป็นคนเริ่มก่อนเนี่ย...."

สายตาของมาเรีย ซารีน่า และฟิลเลเน่มองไปที่เอเล่ ซึ่งเจ้าตัวตอนนี้นั่งเอามือกุมศีรษะ หน้าแดง ก่อนที่จะเบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่นอย่างรวดเร็ว

"ลูน่า...แล้ว......ปรับปรุงเด็กคนนั้นไปถึงไหน..แล้วละ.."

"ก็ได้เกือบครบตามที่ต้องการแล้วล่ะนะเอเล่ เหลือแค่ปรับปรุง OS ให้เข้ากับระบบใหม่อีกนิดหน่อยน่ะ...."ลูน่าตอบก่อนที่จะทิ้งตัวนั่งบนโซฟาบุนวมอย่างดี

ลูน่าในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับคนที่อดนอนมา2วันเต็มๆ เพราะธอช่วยงานช่างตั้งแต่ลงมาที่โลกตั้งแต่วันแรกๆเลย แถมด้วยสภาพแรงดึงดูดบนโลกทำให้ชาวสเปชนอยด์ ที่ไม่เคยลงมาบนโลกเลยอย่างเธอยิ่งทำให้เธอล้ากว่าคนทั่วไปเร็วขึ้น กว่าจะปรับสภาพได้ก็ทำเอาลูน่าเดินเซไปมาอยู่นานเลย

"ส่วนเรื่องการติดตั้งบูสเตอร์เพิ่มในอีกหลายๆจุด ในการช่วยขับเคลื่อนบนโลกก็เรียบร้อยแล้วคะคุณเอเล่"ซารีน่าเสริมเพราะเธอก็ช่วยปรับแต่งส่วนตรงนี้ด้วยเช่นกัน

"อืมมม...งั้นหรือ..."เอเล่นั่งมองไปยังหน้าต่างซึ่งตอนนี้ฝนก็เริ่มตกลงมาหนักแล้ว
 เธอตอนนี้ครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนที่จะดื่มน้ำกระเจี๊ยบที่เหลือให้หมด

".......อืมม....."

"มีอะไรเหรอฟิลเลเน่....."

มาเรียที่กำลังดีใจที่ฝนตกลงมา มองดูฟิลเลเน่ที่กำลังถ่ายวีดีโออย่างเคร่งเครียด ก่อนที่จะถามไปราวกับเด็กที่เห็นผู้ใหญ่จ้องมองดูของบางอย่างอย่างตั้งใจ ซึงเด็กๆในบางครั้งก็ไม่เข้าใจความคิดบางอย่าง

".....ก็แค่มองไม่ถนัดน่ะ... ว่าวันนี้ลูน่าใส่สีอะไรน่ะ..." ฟิลเลเน่ตอบมาเรียแบบหน้านิ่งๆ พร้อมกับถือกล้องวีดีโอถ่ายไป ราวกับราชสีห์ซุ่มมองเหยื่อ ก่อนที่ลูน่าจะเอาหมอนมาปิดกระโปรงอย่างรวดเร็ว มิเช่นนั้นภาพอาจจะหลุด แล้วบางทีกล้องที่ฟิลเลเน่ถ่ายอยู่นั้น อาจจะต่อสัญญาณแพร่ภาพเหมือนถ่ายบ้านA(ปึ๊บ)ก็เป็นไปได้

"เลิกถ่ายได้แล้วววคุณฟิลเลเน่...."ลูน่าหน้าแดงถึงใบหูก่อนที่จะหาที่กำบังหลบการถ่ายวีดีโอสุดระทึกของฟิลเลเน่

".....ก็ได้...."แล้วฟิลเลเน่ก็เลิกถ่ายวีดีโอ ทำให้ทุกคนในห้องงง เพราะฟิลเลเน่จะหาเรื่องแกล้งเพื่อนไปเรื่อยๆ จะหยุดก็ต่อเมื่อไม่มีเรื่องจะแกล้งแล้ว แต่รอบนี้กลับหยุดกลางครันทั้งที่ยังมีเรื่องให้แกล้งอยู่

"....ไปถ่ายทำช็อตเด็ดข้างนอกท่าทางจะน่าสนุกกว่า....."

ฟิลเลเน่พูดทิ้งท้ายก่อนเดินออกจากห้องไป ส่วนทุกคนที่อยู่ในให้ก็คิดไปต่างๆนาๆว่าฟิลเลเน่จะไปไหน

"...อ๊ะ จริงซิ คุณลูน่าคะแล้วเรื่องนั้นละคะ...ถ้าไม่รีบไปตอนนี้ อาจจะลำบากนะคะ...."

"เรื่องไหนเหรอซารีน่า??" ซารีน่ารีบจุงมือลูน่าไปข้างนอกห้องทันที พร้อมกับอาการงงๆของลูน่า

"อ่อ...เรื่องนั้นซินะ...."

"ใช่แล้วลูน่าาเรื่องนั้นน่ะ"

ทั้งเอเล่และมาเรียก็นึกขึ้นมาได้ ก่อนที่จะเดินตามซารีน่าและลูน่าออกไปนอกห้อง
ลูน่าที่อยู่ในอาการงงๆก็นึกออกมาทันที แต่ดูเหมือนลูน่าจะทำท่าทางลังเลเหมือนว่าใจนึงอยากไป อีกใจนึงไม่อยากไป

"นึกกันออกแล้วซินะ....."ฟิลเลเน่ที่ยืนรออยุ่ที่น่าประตุก็ทักออกมาพร้อมกับทุกคนที่ทำท่าตกใจกันเล็กน้อย

".....เอาละ...เรื่องน่าสนุกคงมีให้ดูอีกหลายเรื่องแฮะ...."ฟิลเลเน่ตอบแบบมีเลสนัย ก่อนที่จะเดินนำกลุ่มไปยังเป้าหมายหลักของเธอทันที

...........................................................................

*บังมีต่อครับ
บันทึกการเข้า

SrwKung
Nadesico Crew
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2010, 12:14:30 PM »

[Episode 10 - The Day of Guardian –] [12]

"เสร็จรึยังค่ะ คุณรัตน์?"

"ยัง... เหลือผูกไทค์"

รัตน์ตะโกนตอบกลับมาอย่างเรียบๆให้กับโอเปอเรเตอร์สาวที่ยืนอยู่หน้าห้อง หลังจากซมซานกลับมาที่ยานได้แล้ว เขาก็โดนโอเปอร์เรเตอร์สาวไล่ไปให้อาบน้ำแต่งตัว เปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่... สาเหตุก็คือ เธอบอกว่าถ้าจะพบกัปตันไลล่าต้องทำตัวให้เรียบร้อยที่สุด

"(ตอนสั่งเราไปซื้อของเอง กัปตัน ใช้ชุดวอร์ม อีกอย่าง กัปตันไลล่าไม่ได้เข้มงวดเรื่องนี้สักหน่อย)"รัตน์บ่นขึ้นมาในใจ...ท่าทางแม่สาวคนนี้เป็นคนระเบียบจัดสุดๆไม่แพ้ฟาเฟลแหง่มๆ แต่เพราะมัวแต่คิดนอกเรื่อง รัตน์คุงเลยผูกไทด์พลาดไปเลยทำให้เสียเวลาแก้ใหม่....เมื่อเห็นว่ามันนานเกินรอ โอเปอเรเตอร์สาวระเบียบจัดหรือราธก็พรวดเข้ามาในห้องรัตน์แล้วดึงเนคไทค์มาจากรัตน์แล้วผูกให้เขาเอง....

"ทะ ทำอะไรของเธอเนี่ย...?"

"ผูกเนคไทค์ให้คุณคะ...คุณช้ามากแล้วน่ะค่ะ""ราธตอบเรียบๆพร้อมกับผูกให้รัตน์ เธอผูกไทค์เร็วน่าดูเลยแฮะ แต่ไอ้ท่าผูกแบบนี้ จับแบบนี้ ยืนแบบนี้...มันคล้ายๆท่าผูกไทค์ให้สามีของภรรยาที่ดีเลยไม่ใช่รึไงนั่น

"ฉันผูกเองได้น่า...ทำแบบนี้มันเสียมารยาทน่ะ"รัตน์รีบบอกปัดไปพร้อมพยามผลักตัวราธออก แต่เธอท่าทางจะดื้อน่าดูแฮะ ลงท้ายเขาก็ต้องยอมให้ราธผูกให้แต่โดยดี...

"ที่ว่าเสียมารยาท หมายความว่ายังไงค่ะ?"ราธยิงคำถามใส่รัตน์

"เล่นบุกเข้ามาในห้องแบบนี้น่ะ มันเสียมารยาทรู้ไหม แถมมาผูกเนกไทค์ให้โดยเจ้าตัวไม่ได้ขอซะอีก เธออาจจะโดนทำมิดีมิร้ายเข้าก็ได้น่ะ"รัตน์พยามอธิบายออกไปด้วยท่าทีเอือมระอา ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยเจอผู้หญิงที่เข้าใจยากแบบแม่นี้มาก่อนเลย ให้ตายสิ

"คุณจะทำมิดีมิร้ายฉันรึค่ะ?"เมื่อได้ยินประโยคนี้...รัตน์คุงพึ่งจะตระหนักว่าตัวเองใช้คำพูดผิด นั่นทำให้เขาต้องถอนหายใจหนักยิ่งกว่าเดิมแล้วเอ่ยว่า"ไม่ใช่ ไม่มีอะไรหรอกช่างเถอะ"

ทั้งคู่เดินออกมาจากห้องแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องของกัปตันไลล่า โดยมีคุยเรื่องจิปาถะกันเป็นระยะๆแต่มันก็ทำให้รัตน์สังเกตุอะไรได้บางอย่าง

"(จะว่าไปแล้ว ตั้งแต่เจอหน้ากัน จนถึงตอนนี้ ยัยนี้ส่งสายตาโกรธๆมาหาเราอยู่ตลอดเวลาเลยแฮะ...ไม่พอใจที่เราทำอะไรชักช้าขนาดนี้เชียวรึ)"รัตน์คิด แต่ถึงเขาจะรู้สึกว่าตาของราธนั่นดุและน่ากลัว แต่อีกใจนึงเขาก็รู้สึกอยากที่จะเข้าไปค้นหามันชะมัด รัตน์รู้สึกลึกๆในแววตาสีทองสุกสกาวของเธอมันมีอะไรซ่อนเอาไว้อยู่ภายใน จะเรียกได้ว่าเป็นความหลงใหลในสิ่งที่น่ากลัวของรัตน์คุงก็เป็นได้

รัตน์นั่นถึงจะเป็นคนที่ปรับตัวง่ายแต่ก็ไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติถ้าไม่มีเหตุผลมารองรับมัน เพราะงั้นถ้าเจอเรื่องอะไรก็ตามที่ไม่สามารถอธิบายได้ รัตน์คุงเองก็จะไม่รอช้าพุ่งเข้าไปตามหาความจริงจากมันทันที แม้มันจะน่ากลัวหรืออันตรายก็ตามที บวกกับทักษะการสังเกตุสิ่งรอบตัวของเขา มันทำให้เขากลายเป็นคนที่ชอบหาความจริงจากสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวไปโดยปริยาย

ดวงตาที่ขุ่นเคืองของโอเปอเรเตอร์สาวที่อยู่ตรงหน้า กระตุ้นความสนใจให้เขาเป็นอย่างดี ทว่า ไม่ทันที่รัตน์จะได้ถามอะไรราธ ทั้งคู่ก็เดินมาถึงห้องไลล่าซะแล้ว...

"เข้ามาได้จ๊ะ"ไลล่าเอ่ยผ่านประตูออกมาหลังจากราธเคาะประตูห้องไปสองที... ไลล่าตอนนี้อยู่ในชุดกัปตันตามเดิม นั่นก็เพราะไปเปลี่ยนเมื่อตอนประชุมนั่นแหละ

"เอาเนยไปเก็บที่ห้องสโตว์แล้วสิน่ะรัตน์คุง?"

"ครับ....มีละลายไปเล็กน้อย แต่ตรงส่วนนั่นผมจะรับผิดชอบเอง หักเงินเดือนผมไปก็ได้ครับ"รัตน์ตอบไปอย่างฉะฉาน ถ้าเป็นนักบินคนอื่นที่ไม่ใช่รัตน์ล่ะก็ คงต้องปวดตับตายไปแล้วแน่ๆ ก็แหง่ล่ะสิโดนลงโทษหักงินเดือนด้วยข้อหา...ทำเนยละลาย... สุดยอดแล้ว...

"อืม จะทำตามนั่น...แต่ว่า ทำไมถึงกลับซะช้าเลยล่ะ เห็นได้ยินมาว่าไปนั่งตากฝนด้วยนิน่า?"ไลล่าเอ่ยถามว่าทำไมรัตน์คุงถึงทำตัวเป็นพระเอกมิวสิค...รัตน์คุงเงียบไปสักครู่ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า

"คิดอะไร...เรื่อยเปื่อยน่ะครับ"

"คิดมากๆไม่ดีนะ ขืนคิดมากๆแล้วทำแบบนี้ล่ะก็ไข้ถามหาแน่ๆ"ไลล่าบอก...แหง่สิไข้หวัดกับการตากฝนมันเป็นของคู่กัน

"แต่ว่าที่เรียกผมมา...มีอะไรนอกเหนือจากนี้รึเปล่าครับ?"รัตน์ตัดสินใจถามออกไปโต้งๆ คนอย่างไลล่าไม่เรียกเขามาเพื่อรายงานผลการซื้อเนยให้ฟังหรอก

"ก็...มีอยู่เรื่องหนึ่ง หือ...ราธจัง ไม่พอใจอะไรฉันรึเปล่าจ๊ะ?"ไลล่าหันไปหาราธแล้วทำหน้าท้าทาย รัตน์ก็ขยับหัวตามเพื่อดูเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น....ราธนั่นส่งสายตาดุไปหาไลล่านั่นเอง...แม่นี้โกรธรัตน์ซะจนพาลไปลงคนอื่นเลยรึเนี่ย...

"ไม่มีค่ะ"ราธตอบออกมาอย่างฉะฉาน เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายก็จริง แต่ทว่าแววตาที่แข็งกร้าวนั่นก็ยังไม่หายไปไหน...

แต่แค่น้ำเสียงก็เกินพอแล้วสำหรับไลล่า...เธอยิ้มมุมปากออกมาพร้อมกับเอ่ยว่า"ราธจัง...เธอเป็นผู้หญิงที่น่าสนุกจริงๆนะ"

"(กัปตัน...หมายความว่าไง?)"รัตน์คุงมีเครื่องหมายคำถามขึ้นมาในหัว ไลล่านั่นค้นพบอะไรบางอย่างแล้วแต่เขายังไม่...นี้ยิ่งทำให้รัตน์หัวหมุนยิ่งกว่าเดิมเข้าไปอีก

"ขอบคุณสำหรับคำชมค่ะ"ราธเหมือนจะทำหน้าฉงนนิดๆ แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งสายตาที่แข็งกร้าวนั่น

"รัตน์คุงเรื่องที่จะถามน่ะ เอาเป็นฉันไม่ถามดีกว่า...ฉันขอหมอบหมายให้เธอไปช่วยราธจังขนของเข้าไปที่ห้องล่ะกัน"ไลล่าสั่งการ ในตอนนี้รัตน์ พรมอนันต์ได้รับหน้าที่ใหม่เป็นเบลบอย(เด็กยกกระเป๋าซะแล้ว)

รัตน์รู้สึกขอบคุณไลล่าอยู่นิดๆ นั่นก็เพราะว่าเขาจะได้อยู่กับผู้หญิงคนนี้นานขึ้นกว่าเดิม...และเขาต้องไขปัญหาคาใจที่รู้สึกฉงนๆอยู่ในแววตาของเธอให้ได้

---------------------

"โย่ว์ ไม่ได้เจอกันนานเลยน่ะ หนูน้อย"เฟรเดอริก้า อัลคาบาโน่เดินคาบบุหรี่มาพร้อมล่วงกระเป๋าเสื้อกราวด์ เธอเดินมาหาเด็กหนุ่มคนนึงที่แต่งชุดช่าง สวมหมวกแก็บสีเขียวอ่อนใบเล็กๆ

เขากำลังดูอาคาน่าซาก้าอย่างสนอกสนใจเมื่อได้ยินเฟอเดอริก้าเรียกก็หันกลับมาช้าๆแล้วยิ้มให้กับด็อกเตอร์สาว

"คุณเฟรเดอริก้า! ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ"ว่าแล้วเด็กหนุ่มคนนั่นก็เข้ามาทักทายพร้อมกับดึงหมวกขึ้นเล็กน้อย ทำให้ด็อกเตอร์สาวได้สังเกตุเห็นนัตย์ตาสีฟ้าที่เป็นประกายของเขาใต้หมวกแก็บสีอ่อนๆนั่น

"ไม่นึกเลยน่ะว่า เขาจะตามนายมาขึ้นยานเนี่ย ซากุระคิดอะไรอยู่กันแน่น่า"เอ่ยจบเฟรเดอริก้าก็ถอนหายใจพร้อมกับพ่นควันบุหรี่ออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ เด็กหนุ่มที่ยังคงมีรอยยิ้มบนสีหน้าเอ่ยต่อไปทันทีว่า"บางที คุณซากุระเขาอาจจะอยากให้ผมเครียล์เรื่องทุกอย่างก็ได้ล่ะมั้งครับ ถึงได้ส่งผมมาน่ะ"

"คู่กรณีไม่ใช้ฉัน...เพราะงั้นไม่ต้องมาพูดอะไรแบบนี้ให้ฉันฟังหรอก ถึงซากุระจะไม่ไหวอะไร แต่ฉันเองก็ไม่คิดว่าไอ้ที่นายทำไปมันจะให้อภัยได้ง่ายๆหรอกน่ะ อีกอย่าง...ฉันเกรงว่าการที่นายมาที่นี้ รังแต่จะมีปัญหาวุ่นวายกว่าเดิมเนี่ยสิ"เฟอเดอริก้าเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจในตัวเด็กหนุ่มตรงหน้านี้สุดๆ ท่าทางหมอนี้จะต้องไปทำอะไรมาแน่ๆเลยน่ะเนี่ย

แต่ตรงกันข้ามกับปฎิกริยาที่แรคคูนคาดการณ์เอาไว้ เด็กหนุ่มคนนี้กลับมีน้ำตาซึมที่ดวงตาเมื่อได้ยิน พร้อมกับหัวเราะราวกับสุขใจออกมาเบาๆ ซึ่งนั่นก็ยิ่งกระตุ้นต่อมโมโหของเฟอเดอริก้าเข้าไปใหญ่...

"นายหัวเราะอะไรของนายน่ะ? เซตะ มินามิอิ!"

"อะ ไม่มีอะไรครับ ผมแค่...ผมแค่...รู้สึกดีใจน่ะครับ ดีใจที่มีเพื่อนดีๆแบบรัตน์!"เด็กหนุ่มช่างหรือเซตะ มินามิอิเอ่ยตอบออกมา ซึ่งคำตอบก็ทำให้แรคคูนฉงน...รัตน์มาเกี่ยวอะไรด้วยล่ะเนี่ยซึ่งแน่นอนว่าบรรดาคนอ่านเองก็ฉงนไม่แพ้เฟอร์เดอริก้าหรอก

---------------------

"รุกฆาต"

"อะ เอะ อา เอ๋?"

ขณะเดียวกันบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิค ยานธงของบอนล์ เธเชอุสกำลังลอยอย่างเนิบนาบข้ามมหาสมุทรอย่างเอื้อยเฉื้อย ยานลำนี้กำลังมุ่งหน้ากลับฐานใหญ่ที่อเมริกา แต่เพราะต้องคอยฟังรายงานผลจากกองกำลังต่างๆทั่วเอเชียก็เลยเดินทางไปด้วยความเร็วในระดับที่เห็นกันอยู่แบบนี้...

"อะไรกัน ไม่สมเป็นยอดกัปตันของบอนล์ โทโมโกะ โน๊ตแลนด์เลยน่ะ"เรย์นาร์ด ผู้นำของกองกำลังบอนล์กระเซ้าเหย้าแหย่กับผู้บังคับบัญชายานรบเธเชอุส สาวน้อยผมสีชมพูอ่อนหน้าอกหน้าใจใหญ่คับแก้ว หญิงสาวผู้ซึ่งเป็นพี่สาวของกัปตันผู้ควบคุมยานสีแดงของเอลฮังค์ แบตเทิล โน๊ตแลนด์ นามของเธอก็คือ โทโมโกะ โน๊ตแลนด์

"คะ ขอโทษที่ทำให้ผิดหวังค่ะท่านเรย์นาร์ด"โทโมโกะก้มหัวงกๆ เธอพึ่งจะดวลหมากรุกแพ้เรย์นาร์ดไปเมื่อสักครู่

"หึหึหึแต่ก็ไม่แปลกหรอก เพราะว่าฉันน่ะมันเพอร์เฟ็คเสมอ~ จริงไหม คุณหน้ากาก?"ว่าแล้วเรย์นาร์ดก็เอนหลังพิงกับเบาะนั่งแล้วหันไปถามลูกน้องคนสนิทของเขาที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างหลัง...มาร์กโววาร์ด

"เพอร์เฟ็คบ้านคุณพ่อท่านน่ะสิครับ"โววาร์ดตอบเชิงด่าบุพการีกลับมาใส่เรย์นาร์ด แต่นั่นก็ทำให้เขาหัวเราะร่วนแล้วเอ่ยต่อไปว่า"นายนี้มีอารมณ์ขันดีจังเลยน่า"

"ก็อยากจะมีอยู่หรอก...แต่ว่า พึ่งเสียทั้งลาร์ค ทั้งอันฟาร์คไป ตอนนี้มันก็เลยหัวไม่แล่นน่ะ"โววาร์ดตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ เมื่อได้ยินดังนี้โทโมโกะเลยชิงถามออกมาว่า

"ละ...แล้ว...บีสกับคาเทอร์คุงที่ส่งไปจะไม่เป็นไรรึค่ะ?"

"...........กัปตันโทโมโกะ คุณไม่เชื่อมั่นในตัวพวกพ้องคุณเหรอ?"โววาร์ดไม่ตอบแต่ยิงคำถามสวนกลับจนเธออึ้ง เรย์นาร์ดก็ยิ้มนิดๆแล้วเอ่ยสนับสนุนว่า"ฉันเองก็ไม่ใช้คนดีถึงขนาดจะพูดประโยคเท่ๆอย่าง พวกเขาต้องรอดกลับมาแน่ หรือว่าฉันเชื่อในตัวพวกเขา แต่ก็น่ะ มันก็ไม่เหมาะถ้าจะบอกว่า สองคนที่ส่งไปนั่นซี้แหงแก๋"

"บีสน่ะไม่ต้องห่วงหรอก ที่น่าห่วงก็คือเจ้าคาเทอร์นี้แหละ"โววาร์ดพึมพำออกมาอย่างหน่ายใจ เรย์นาร์ดก็ยิ้มนิดๆก่อนจะเอ่ยไปว่า"ไม่ต้องคิดมากไปหรอกน้า ถ้าหมอนั่นตายมันก็คือเท่านั่น...อาจจะรู้สึกเหงาๆอยู่บ้าง แต่ก็คงใช้เวลาวัยอาลัยให้ห้าวินาที และก็สร้างทหารทดลองชุดใหม่ออกมาใช้แทน....ฉันจะทำแบบนั่น"

"ก็น่ะ ถ้าคาเทอร์แพ้ก็แสดงว่ามีศักยภาพอยู่เท่านั่น....มันก็เท่านั่น"โววาร์ดกล่าวสรุปรวดยอด ก่อนจะปิดหนังสือที่อ่านดังตุบ

---------------------


Creditภาพ - พี่เควส

"ห้องข้างๆเหรอ"

รัตน์คุงไม่เคยได้เอะใจเลยว่าห้องข้างๆห้องนอนของเขานั่นมันวางอยู่และในตอนนี้มันก็กลายเป็นห้องของโอเปอเรเตอร์สาวตาดุ ราธไปเสียแล้ว

"วางไว้นอกห้องก็พอค่ะ เดี้ยวที่เหลือฉันจะขนไปเก็บเอง"ราธบอก พร้อมกับเริ่มยกลังสัมภาระของตัวเองเข้าไปในห้อง แต่แน่นอนล่ะ รัตน์คุงได้รับมอบหมายงานมาแล้วนิ เขาเลยไม่อาจปล่อยให้เธอเข้าไปเก็บของโดยลำพังได้

"(กัปตันไลล่ารู้อะไรบางอย่างที่เราไม่รู้รึ...บางทีกัปตันอาจจะมีข้อมูลมาจากคุณซากุระ...เพราะเห็นว่าแม่นี้คุณซากุระก็เป็นคนส่งมาให้ประจำการนิน่า)"รัตน์ใช้ความคิดในขณะที่ขนของเข้าไป ซึ่งเมื่อราธเห็นรัตน์ทำแบบนั่นเธอก็ตะโกนออกมาเลยว่า

"ไม่ต้องค่ะ คุณรัตน์เดี้ยวฉันขนเอง!"

แน่นอนตายังคงน่ากลัวอยู่แบบเดิม แถมพูดด้วยเสียงดังๆแบบนี้ราวกับว่าเธอกำลังตะคอกใส่รัตน์ไม่ก็ปาน

แต่มันก็แค่ราวกับล่ะนะ ใช่ ทันทีที่ราธตะโกนออกมารัตน์คุงก็สามารถไขปริศนาที่เขาคิดอยู่ได้ อะไรที่ไลล่ามองเห็น แต่เขามองไม่เห็น

คียเวิร์ดก็คือน้ำเสียงนั่นเอง รัตน์สังเกตุว่าน้ำเสียงของเธอนั่นไม่ได้แข็งเหมือนสายตา ประโยคที่ใช้พูดเองก็เป็นประโยคปกติธรรมดา ถ้าเธอโกรธเขาจริงล่ะก็ น้ำเสียงที่ไม่พอใจต้องตามมาด้วยแน่ๆแต่นี้ไม่มี...จุดนี้คือจุดที่ไลล่าสังเกตุออกสิน่ะ ถ้างั้นสายตาดุๆของราธนี้คืออะไรล่ะ ธรรมชาติงั้นเหรอ?

รัตน์ลองตัดสินใจหลับตาลงช้าๆและลืมตาขึ้นมาใหม่ เขาเคยอ่านหนังสือมาว่าบางทีคนเราเองก็จะยึดติดกับภาพลักษณ์แรกเห็นหรือภาพลักษณ์เดิมๆที่คุ้นเคย ถ้าลองใช้สติ ปัญญาคิดไตร่ตรองหรือไม่ลองลบภาพเดิมๆในหัวไปดู บางทีมันอาจจะทำให้เราเห็นอะไรใหม่ๆในชีวิตก็เป็นได้

"อะ...."

เหลือเชื่อแฮะเมื่อรัตน์คุงลืมตามาเขารู้สึกว่าออร่าดำทะมึนรอบๆตาของราธได้หายไป เหมือนกับว่าตัวตนที่แท้จริงของราธได้ถูกเปิดเผยออกมา เธอไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอกก็แค่สาวตาตั้งธรรมดาๆเท่านั่นเอง...

แต่อาจจะเพราะรัตน์ตกใจในสิ่งที่เห็นเลยทำให้เขามองหน้าเธอซะเนิ่นนาน...จนราธสังเกตุได้

"หน้าฉันมีอะไรติดอยู่รึค่ะ?"ราธหันมาถาม รัตน์คุงก็ส่ายหัวทันทีพร้อมกับเอ่ยว่า"ปะ ปล่าวไม่มีอะไรหรอก แค่ผมรู้สึกว่าหน้าคุณน่ามองกว่าทุกทีก็เท่านั่นแหละ"

เอ่ยจบก็ยิ้มมุมปากให้ราธ

---------------------

"รุ่นพี่โมโมะครับผมว่าอย่าดีกว่า"โคกิ ฮารุซานะเหงื่อตกและกำลังเครียดสุดๆ คู่หูของเขาชิเอล เมไซอาก็เครียดไม่แพ้กันเพราะอะไรน่ะเหรอ...โมโมะกำลังจะเอาอาหารสูตรใหม่ๆไปให้พวกช่างเครื่องลองน่ะสิ

"น่าๆ มันต้องอร่อยมากแน่ๆเลยน่ะ!"โมโมะยิ้มพร้อมถือถาดอาหารที่มีไอ้ก้อนสีเขียวๆหนึบหนับไปมามุ่งหน้าไปสู่โรงเก็บหุ่น บรรดาช่างทั้งหลายเมื่อเห็นโมโมะต่างก็พากันใส่เกียร์หมาวิ่งหนีกันจ้าล่ะหวั่น...

"(สมกับเป็นช่างประจำยานบลู รู้ทางหนีทีไล่เก่งจริงๆแฮะ)"ชิเอลอดชมไม่ได้ ปกติเธอประจำอยู่เรด...ซึ่งช่างที่นั่นจะมีภูมิคุ้มกันอาหารของโมโมะต่ำกว่าที่ยานบลู

"อ้าว...ไปไหนกันหมดล่ะ อุตสาห์ทำมาให้ทั้งที...อะ นั่นคุณเฟอเดอริก้านิน่า!"ว่าแล้วโมโมะก็ล็อกเป้าไปหาอาเจ๊แรคคูณเพื่อที่จะให้เธอมาเป็นเหยื่อลองชิม...

มันน่าจะเป็นอีเวนท์ฮาๆ แต่ขอโทษที ที่มันไม่ใช้...

เสียงจานแตกดังเพล็ง พร้อมกับอาหารชีวภาพสีเขียวๆกลิ้งหลุ่นๆหล่นออกมาหกไปตามพื้น โมโมะเบิกตาโพล่งเมื่อเห็นเซตะ เฟอเดอริก้าหันมาตามเสียงแล้วก็หน้าถอดสี

อีเวนท์ที่กำลังจะเกิดต่อไปนี้ มันคือดราม่าต่างหาก...

>>>What Next On The Day of Guardian?
บันทึกการเข้า
Busterwolf
Police Cyborg
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1554


Test Type

koh_dojinshi@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2010, 10:05:55 PM »

[Episode 10 - The Day of Guardian –] [13]

ฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้อากาศที่ร้อนอบอ้าวเย็นลงไปได้พอควร สำหรับประเทศไทยแล้วก็เป็นเรื่องปกติเพราะเป็นเขตร้อนชื้น ยิ่งเข้าหน้าฝนแล้วฝนย่อมตกชุกเป็นธรรมดา แต่สำหรับหลายๆคนที่ไม่เคยมาหรือคุ้นเคยกับสภาพอากาศแบบนี้ อาจจะทำให้อึดอัดไปได้บ้าง เวลาแบบนี้บรรดาช่างก็ถือโอกาศพักผ่อนไปในตัว บ้างก็จับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องงานซ่อมที่ยังค้าง บ้างก็นอนพักหลังจากที่อดหลับอดนอนมาหลายชั่วโมง แต่ก็มีช่างบางส่วนสแตนบายและซ่อมหุ่นอยุ่ เผื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น
ในห้องนั่งเล่นของฐาน ก็มีคนเข้ามาพักผ่อนอยุ่ไม่น้อย แต่ประเด็นในห้องนี้ไม่ใช่การพักผ่อนซะแล้ว เพราะห้องที่เคยเงียบกลับถูกคนสองคนทะเลาะจนเสียงดังไปทั้งห้อง ราวกับว่าทั้งคู่เก็บกดกันมานานแล้ว

"จะเอายังไงก็ว่ามาเลยครับ จะได้ตัดสินให้จบๆไปเลย"

"ยังไงก็ได้ย่ะตาแว่น ชั้นไม่เกี่ยงอยู่แล้ว"

เสียงที่คุ้นเคยแบบนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลูคัสและแบต ที่ทะเลาะกันติดลมตั้งแต่ตอนประชุม จะหลังเลิกก็ยังทะเลาะจนติดลม มีปากเสียงกันจนหมดประเด็น แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ซักที ราวกับเด็กที่ทะเลาะกันอย่างไม่มีเหตุผล

"จะทำยังไงให้ยัยนี่แพ้เราแบบราบคาบได้นะ"ลูคัสซึ่งตอนนี้ใช้ความคิด เพื่อที่จะหาทางกำราบแบตให้อยู่หมัด เขาลอง(เถียง)หลายอย่างแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถทำให้เธอยอมได้เลย

"เงียบแบบนี้กลัวฉันขึ้นมาแล้วหรือไง"แบตพูดพลางเอาพัดปิดปาก เหมือนเธอจะยิ้มเยาะลูคัสไปในตัว

"ผมจะกลัวไปทำไมละครับ คุณไม่ทำให้ผมกลัวได้เลยแม้แต่น้อย...." ลูคัสพูดพลางเอานิ้วดันแว่นมองไปที่แบต สายตาของทั้งคู่จ้องมองจะเหมือนมีไฟฟ้าปะทะกันเหมือนในอนิเมไม่มีผิด
 ส่วนบรรดาผู้คนที่อยู่โดยรอบก็สนุกไปกับมวยคู่เอกในวันนี้อย่างมากเลย

"ถ้าในเมื่อวาทะไม่สามารถชนะกันได้ งั้นลองใช้กำลังดูไหมจ๊ะ"

เสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านข้าง เจ๊ฟานเดินเข้ามาพร้อมกับทำหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดี แต่ดูท่าทางลูคัสไม่สบอารมณ์เพราะเจ๊เล่นกระดกเบียร์ไปด้วยนี่ซิ

"พี่ครับ ผมบอกแล้วไงครับว่าห้ามดี่ม...."ไม่ทันที่ลูคัสพูดจบ เจ๊ฟานก็มองลูคัสพร้อมด้วยรังสีอันไม่พึงประสงค์ จนลูคัสต้องหลบสายตาทันที

"แล้วคุณฟานมีวิธีอะไรหรือคะ"แบตถามด้วยความสงสัย เพราะใช้กำลังที่ว่านี้ จะให้เธอไปต่อยลูคัสก็จะเจ็บมือเปล่าๆ

"ก็....เป็นอะไรที่ไม่ต้องใช้ที่มากหรอกนะจ๊ะ...."

"อะไรหรือคะ....."

แล้วเจ๊ฟานก็ไปลากโต๊ะออกมากลางวง แล้วก็เอามือทุบโต๊ะอย่างแรงเพื่อดึงความสนใจคนโดยรอบข้างอีกครั้ง

"งัดข้อไงจ๊ะ"

"งัดข้อ!!" ทั้งลูคัสและแบตต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันก่อนที่จะทำหน้ามึนไปตามๆกันเพราะเจ๊แกมาแบบนี้คงต้องมีอะไรไม่ธรรมดาแน่ๆ

"เอาละนะทั้งคุ่....เริ่มกันเลย"

"ด..เดี่ยวซิครับ... มันไม่รีบร้อนเกินไปหน่อยหรือครับ" ลูคัสรับปรามทันที

"อ้าว..... หรือว่าลูกลัวละจ๊ะ..."เจ๊ฟานในสภาพที่เริ่มตึงๆพูดจายุลูคัส และเหมือนจะได้ผลตามคาด

"ใครจะไปกลัวละครับ!! ผู้หญิงยัยนี่ไม่ทำให้ผมกลัวได้หรอก"ลูคัสพูดพรางถกแขนเสื้อโชว์กล้าม(ที่ไม่ค่อยจะมี) แล้วเอามาตั้งรอที่โต๊ะอย่างไว เพราะเหมือนตัวเองไม่อยากโดนดูถูก

"ไหงพูดจาแบบนั้นละยะตาแว่น แบบนี้ก็มีเฮซิ!!"แบตทนไม่ไหวเช่นเดียวกันที่โดนลูคัสท้าทาย ตั้งท่าพร้อมทั้งเตรียมงัดข้อกับลูคัสทันทีเลย

"กติกาไม่มีอะไรมากนะจ๊ะ....ใครหลังมือแตะพื้นโต๊ะก่อนก็แพ้และไม่มีการแก้ตัว รอบเดียวจบ"

"งั้นก็สบายมากครับ หึ หึ หึ"ลูคัสมองหน้าแบตเหมือนกับตัวเองเป็นผู้กำชัยตั้งแต่ยังไม่ได้เลย

"หัวเราะแบบนั้นไม่ได้หมายความว่าตัวเองจะเหนือกว่านะยะ เรื่องกำลังฉันก็มั่นใจยะ"แบตมองหน้าลูคัสและพร้อมเกร็งแขนของเธอเตรียมรับมือทันที

"...อ่อ... สำหรับผู้ชนะ...จะสามารถสั่งผู้แพ้ให้ทำตามได้หนึ่งอย่างนะจ๊ะ ผลมีอยุ่1วัน..."

"งั้นก็ดีซิครับ ผมจะทำให้คุณไม่กล้าหือผมอีกเลยล่ะกัปตัน..." ลูคัสพูดพร้อมแว่นที่สะท้อนแสงเป็นประกายและรอยยิ้มราวกับคิดอะไรบางอย่างอยู่....และดูท่าจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ

"เฮอะ..อย่างนายสมองคงคิดเรื่องพิเรนท์ๆแน่ๆ" แบตสวนกลับไปหลังเห็นรอยยิ้มนั่น แต่ว่าเธอก็ยิ้มเหมือนกันนั่นล่ะ

"คุณก็คิดพิเรนท์ไม่ต่างจากผมเหมือนกันหรอก.."

"ว่าไงนะยะ"

ทั้งคู่เลยทะเลาะกันอีกรอบ แต่เจ๊ฟานก็ห้ามไว้ก่อน แล้วหลังจากนั้นเจ๊ฟานก็ถือหมวกมา2ใบไปวางบนเคาเตอร์ก่อนที่จะพูดออกมาแบบไม่เกรงใจทั้งลูคัสและแบตเลย

"ใครพนันข้างใครก็เอาเงินมาวางเลยนะจ๊ะ ศึกของ2คนนี้หาดูไม่ได้ง่ายๆ"

"โอ้ว ...เอาละเว้ย สนุกละงานนี้ ข้าวางเดิมพันให้พ่อกุนซือ100เลยยย"

"เฮ้ยๆๆ เดี๋ยวซิเว้ย ท่าทางผอมๆแบบนั้น ข้าว่ากัปตันเราชนะขาดว่ะ"

"เฮ้!! เดี๋ยวเด่ะ ข้าขอลงข้างกุนซือแบบทุ่มหมดตัวว่ะ"

ทั้งลูคัสและแบตต่างถอนหายใจ เพราะตอนนี้ตัวเองกลายเป็นที่สนุกสนานของคนในนี้ซะเต็มประดาไปซะแล้ว......

"เอาละในเมื่อวางเดิมพันกันหมดแล้ว......งั้นก็.....Ready.......Go!!" เมื่อสัญญาณเริ่มขึ้น ทั้งคู่ก็เริ่มเปิดศึกกันทันที

ดูเหมือนว่าลูคัสจะได้เปรียบเรื่องพละกำลังอยุ่ ถึงจะไม่มากก็เถอะ แต่ก็ทำให้แบตทำสีหน้าเคร่งเครียดออกมาจนเห็นได้ชัด...

"ทันทีที่มือของเธอและผมสัมผัสของเธอนั้นทำให้ผมตระหนักได้ทันที สัมผัสอันอ่อนโยน นิ้วมือเรียวงามที่ประสานกับมือของผมเองนั่นทำให้ผมอยากหยุดเวลาตรงนี้เอาไว้เสียเดี๋ยวนี้...."

ไม่รู้ว่าความคิดนั่นดังเกินไปจนออกมาเป็นเสียงหรือเปล่า เพราะบรรดาคนมุงทั้งหลายต่างทำหน้าตกตะลึงรวมถึงส่งเสียงแซว ทว่ามันไม่ได้ทำให้สีหน้าของลูคัสเปลี่ยนไปแต่อย่างใด
 มือขวาที่แทบจะไม่แตะต้องสตรีอื่นนอกจากพี่สาวตนนั่นออกแรงมากขึ้นควบคู่กับแรงบีบกลับจากฝ่ายตรงข้ามที่แรงจนแดงขึ้นมา

"ดวงตาที่มุ่งมั่นนั่นราวกับจะมองทะลุเข้ามาในจิตใจที่ปิดกั้นคนนอกมานาน ราวกับน้ำแข็งในหัวใจของผมนั่นได้ถูกละลายไปจนสิ้น หัวใจอันหนาวเหน็บนั่นถูกฉายส่องด้วยแสงแดดอันเจิดจ้า เหมือนกับฤดูใบไม้ผลิได้มาเยือนหัวใจอันไร้ซึ่งผู้ใดนอกจากพี่สาวสุดที่รักของผม"
มือทั้งสองนั่นเริ่มเขยื้อนออกจากตำแหน่งเริ่มต้น
 มือของแบตนั่นถูกผลักถอยไปเล็กน้อยก่อนจะกลับมาเหนือกว่าได้ในทันทีพร้อมพูดจากดดันใส่ชายตรงหน้า

"ถ้าได้แค่นี้แล้วคิดว่าจะมาเป็นคู่มือฉันได้ก็ลองดูสิยะ!"

ทว่าลูคัสก็ยังคงสีหน้าเรียบเฉย ดวงตามีแต่ความมุ่งมั่นจะเอาชนะอย่างเปี่ยมล้น ก่อนที่เสียงนุ่มลึกจะดังขึ้นอย่างแผ่วเบา

"ใช่สิครับ... ถ้าทำได้แค่นี้การจะเป็นคู่ชีวิตให้เธอคงเป็นไปไม่ได้ ผมมันก็แค่คนอ่อนแอ ถึงอย่างนั้นผมก็ยังพยายามอยู่ ผมจะทำทุกอย่างเพียงเพื่อเธอ ถึงมันจะไร้ค่า ก็ขอแค่ช่วงเวลานี้ แค่หยุดชั่วขณะที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสมืออันอ่อนโยนนั่นเอาไว้ก็ยังดีครับ"

"เอ๋?"

"ถึงแม้เธอจะไม่ใช่ผู้หญิงที่สวยที่สุด ถึงแม้เธอจะไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีที่สุด ผมก็ตัดสินใจได้แล้ว ไม่ว่าต้องแลกด้วยชีวิตผมก็พร้อมจะทำเพื่อเธอ ถึงเธอจะไม่ได้หุ่นดีแบบพี่ฟาน ถึงจะไม่ได้ขี้เล่นแบบเธอคนนั้น.... ทว่าผมก็ยังอยากจะรักเธอตลอดไปตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจนี้อยู่... ผม..."

"พี่...ช่วยกรุณาเลิกดัดเสียงผมแล้วพูดอะไรไร้สาระแบบนี้ได้แล้วครับ!!!! อย่างยัยนี่เนี่ยนะมีเสน่ห์น่าดึงดูด!!" ลูคัสโวยลั่นขัดขึ้นมา ทั้งๆที่อุตส่าห์ทำเป็นไม่ได้ยินเพื่อจะได้มีสมาธิเต็มที่ แต่ก็นะ.... ถ้าไม่ขัดขึ้นมามีหวังคนอื่นๆเชื่อกันหมดแน่ๆว่านั่นเสียงลูคัส.... เพราะหม่าฟานเนียนซะขนาดนั้นนี่นา

"จะบอกว่าฉันไม่มีเสน่ห์...สินะย๊าาาาา" กัปตันสาววีนขึ้นพร้อมออกแรงทุ่มสุดตัว.... เหมือนกับโลกนั้นได้พลิกหมุนกลับ ลูคัสลอยละลิ่วขึ้นมาจากเก้าอี้แล้วทิ้งตัวโครมลงบนโต๊ะนั่นอย่างแรงทั้งๆที่ยังไม่ทันจะหายตกใจ ถึงแม้ว่าตามธรรมชาติแล้วแบตไม่สามารถจะทำแบบนี้ได้ แต่ทว่าแรงของหญิงสาวยามโมโหนั่นมากกว่าสิ่งใดจะบรรยาย ทั้งหมดนั้นกินเวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่แบตหันกลับมาชนะตาแว่นได้ โดยมีหม่าฟานยืนยิ้มแป้นพร้อมกำหมัดฉลองชัยชนะอยู่ข้างๆอย่างสะใจ...

"สะ....สิ้นหวังแล้ว.. สิ้นหวังในการแพ้ได้แม้กระทั่งยัยนี่แล้ว.. จะกลั่นแกล้งผมถึงไหนครับพระเจ้า..."
 ลูคัสบ่นอุบด้วยความรู้สึกอยากจะร้องไห้ประชดชีวิตซะให้หายอยาก แต่ถ้าทำงั้นจริงก็โดนซ้ำหนักกว่าเดิมน่ะสิ....
ผลการงัดข้อจบลงแบตชนะลูคัสแบบสบายๆ ส่วนลุคัสได้แต่นั่งเฟล เพราะเหมือนตัวเองโดนโกงยังไงยังงั้นเลย แต่ก็ทำยังไงได้ในเมื่อเจ๊ฟานเป็นคนจัดการเรื่องการแข่ง จะไปโต้แย้งอะไรก็มีแต่จะซวยเปล่าๆ
คนที่ลงพนันข้างลูคัสต่างก็ผิดหวังไปตามๆกัน เสียงบ่นอุบอิบตามมาจนลูคัสเฟลหนักกว่าเดิม เขาไม่สามารถชนะผู้หญิงได้ซักคนเลยหรือนี่
ส่วนบรรดาคนที่ลงข้างแบตต่างดีใจ กระโดดโลดเต้นปานวอก และ.....เจ๊ฟานก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยแม้แต่กับน้องชายตัวเองเจ๊ฟานยังไม่เข้าข้างเลยหรือนี่อนิจจา

"ตาแว่น..."

"ครับ..."

ลูคัสมองไปทางแบต เขาคงคิดในใจว่าแบตอาจจะปลอบใจเขาบ้างก็ได้ แต่......

"ไว้เรื่องคำสั่งสำหรับคนแพ้ให้ทำอะไรขอชั้นคิดอีกทีนะ..."

เหมือนโดนปั้นจั่นตอกทั้งร่าง แบตในท่าทางยิ้มเยาะ ถึงจะไม่แสดงออกมาตรงๆ แต่มันช่างเจ็บปวดรวดร้าวเหลือเกินเวลานี้

"อืมมม ไนซ์ช็อต......"

"หา......."ลูคัสเห็นกล้องมาอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมกับเสียงที่คุ้นเคย
 
"ไง ชั้นบอกแล้วว่าลูคัสแพ้แน่นอน...."เสียงของฟิลเลเน่นี่เอง
 
"แหมมม ก็เค้าว่าจะลงข้างพี่ลูคัสซะหน่อย...."

"เกือบกระเป๋าฉีกซินะถ้าไม่เชื่อฉัน...."

บทสนทนาระหว่างมาเรียกับฟิลเลเน่ เล่นทำเอาลูคัสสะดุ้งอีกรอบ แม้แต่สาวๆในยานฮาเซลก็เล่นพนันข้างแบตหรือนี่สิ้นหวังแล้วลูคัสเอ๋ย

".....เรื่องสนุกที่ว่า....อย่าบอกนะคะว่า...."ซารีน่าที่อยุ่ในนี้ด้วย คิดไม่ถึงว่าเรื่องสนุกของฟิลเลเน่คือการมาถ่ายวีดีโอ กับดาราจำเป็นของลูคัส

"ไม่ใช่เฉพาะลูคัสหรอก....แบตจังด้วยนะ...."ฟิลเลเน่ตอบแบบนิ่งๆ ฟิลเลเน่ตามมาถ่ายคู่นี้ตั้งแต่เริ่มทะเลาะกันแล้ว โดยที่ทั้งคู่ไม่ได้สังเกตุเลย โดยมี4สาวที่เหลืออยุ่ในเหตุการณ์นี้ด้วยตั้งแต่ต้น

"ก็ยิ่งตอนที่ทั้งคู่ะทะเลาะกันนี่ น่าสนุกออก....ดูทั้งคู่สนิทกันดี..."

"นั่นซินะคะ...."ซารีน่าก็เห็นด้วยกับฟิลเลเน่

"นั่นซิๆ พี่ลูคัสกับแบตจัง ขอให้รักกันนานๆนะคะ"

"อืมม....เท่าที่ดูก็คงเป็นแบบนั้นแฮะ"

"ลูคัส ถ้านายทำให้แบตร้องไห้ระวังโดนสวรรค์ตามลงโทษนะ"

มาเรีย เอเล่ ลูน่า ต่างก็เห็นตามนั้นด้วยเช่นกัน

"พวกผม/ฉันดูสนิทกันตรงไหนไม่ทราบครับ/คะ!!"ทั้งลูคัสและแบต ต่างตระโกนออกมาพร้อมกัน รีบแก้ต่างกันพัลวันเลยทีเดียว
 
"ว่าแต่...พวกคุณมาที่นี้กันหมดแบบนี้ มีเรื่องอะไรอีกหรือเปล่าครับ....ถ้าไม่มีแล้วผมจะได้ขอตัวกลับละ.."

"เอ่อ...ก็มีนิดหน่อยน่ะคะพี่ลูคัส"ซารีน่ารีบพูดรั้งไว้

"เรื่องอะไรหรือครับ??"ลุคัสงงเล้กน้อย เพราะเท่าที่เขารุ้จักกับสาวๆของยานฮาเซล จะเรียกได้ว่าการมาคุยกับเขาแบบมีเรื่องขอให้ช่วยนี่ไม่มีเลย ส่วนมากก็จะคุยกันแบบธรรมดาๆซะมากกว่า

"เอาซิคะคุณลูน่า พูดเลย มาถึงตรงนี้แล้ว"ซารีน่ารีบดึงแขนลูน่าที่ถอยอยุ่นอกวง หลังจากที่ซารีน่าพูดรั้งลูคัสเอาไว้แล้ว แต่ดูลูน่าลังเลอยุ่อย่างมาก และฟิลเลเน่ที่กำลังยกกล้องวีดีโอถ่ายช็อตต่อช็อตไปด้วยแล้ว ทำให้ลูน่าไม่กล้าพูดเข้าไปใหญ่

"....เอาเป็นว่า....ฉันไม่ได้มาที่นี่แล้วกัน..."ลูน่ารีบหันหน้าหนีพร้อมกับกำลังจะเดินออกไป แต่ซารีน่าก็จับแขนเอาไว้

"อุ๊ยตาย..จะมาบอกรักลูก็ไม่บอกนะจ๊ะ มานี่ๆลุน่า เดี๋ยวเจ๊จะสอนให้.."เจ๊ฟานที่เสร็จธุระแล้วก็เข้ามาป่วนกลางวง แถมมาพูดประโยคนี้กลางวง เล่นทำเอาลูน่าหน้าไม่รับแขก แถมลูคัสถึงกับแว่นร้าว ส่วนแบตถึงกับสำลักน้ำออกมาใส่หน้ามาเรียที่กำลังคุยกับแบตอีก

"ใครจะมาบอกรักกันละคะ!!นายลูคัสไม่ใช่สเป็กฉันหรอกคะเจ๊!!"ลูน่ารีบแก้ต่างทันที แต่ก็เป็นช่องให้เจ๊ฟานแกล้งหยอกไปได้อีก

"งั้น....สเป็กผู้ชายของลูน่าเป็นแบบไหนละ...ไหนว่าไม่ชอบผู้ชายไงจ๊ะ"

".................."ลุน่าไม่พูดอะไร ได้แต่หน้าแดงและทำท่าทางจะเดินหนี แต่ก็โดนเจีฟานเข้ามาง้อ

"โอ๋ๆ เจ๊ไม่แกล้งแล้วละ ว่าแต่มีเรื่องอะไรมาขอร้องลูละจ๊ะ"

"......ก็....."ลูน่ายืนก้มหน้าแต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา จนเอเล่ทนไม่ได้ โผล่งออกมาทันที

"อ้ำอึ้งอยู่นั่นแหล่ะ ก็บอกไปเลยซิว่าจะให้ตาลูคัส สอนเรื่องการโจมตีระยะไกลให้ ก็เท่านั้นละ"

เอเล่มาดอกนี้เช้า ทำเอาลูน่ายืนอ้ำอึ้ง ไม่พูดอะไรต่อ แต่ลูคัสนั้นเหมือนกับว่า วันนี้ตัวเองโชคดีบ้างแล้ว เพราะมีคนที่เชื่อใจเขาจนได้

"ได้ซิครับ เรื่องแค่นี้เอง"ลูคัสยิ้มออกมาก่อนที่จะเดินไปนั่งที่เคาเตอร์ข้างๆแบต แล้วเอาน้ำมาดื่มให้สบายใจ

"ดีใจอะไรนักหนายะตาแว่น"

แต่ดูเหมือนลุคัสไม่ได้สนใจอะไรแล้ว ทางด้านลูน่าก็โดนเจ๊ฟานล้อ โดยที่มีฟิลเลเน่ตามถ่ายวีดีโอทุกช้อต ส่วนด้านนอกฝนที่ตกลงมาก็ใกล้จะหยุดแล้ว ฟ้าหลังฝนจะสวยงามจริงหรือไม่นั้นคงต้องรอดูกันต่อไป

>>>What Next On The Day of Guardian?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 09, 2010, 10:26:32 PM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า

SrwKung
Nadesico Crew
Legendary Pilot
*
กระทู้: 1873


Blue Star

naki_nakiru@Hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2010, 05:30:49 PM »

[Episode 10 - The Day of Guardian –] [14]

ย้อนเรื่องราวกลับไปเมื่อสัก6ปีก่อน

ฝนเม็ดโตถูกทิ้งลงมาจากก้อนเมฆบนนภา แม้จะเป็นเมืองดวงจันทร์ที่สร้างไว้ในโดม แต่ระบบสภาพอากาศจำลองของที่นี้ก็ทำให้ อุณหภูมิและสภาพอากาศไม่ค่อยแตกต่างจากโลกมากนัก มีการสร้างฟ้าผ่าแบบจำลองเพื่อสร้างบรรยากาศในตอนฝนตกให้อีก แต่ไม่อยากจะบอกเลยว่า...

มันเข้ากับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงนี้เหลือเกิน

"โมโมะจัง..."

"อะ...อึก!!"

เด็กหนุ่มคนนึงในห้องมืดๆ ไร้ซึ่งแสงไฟ มีเพียงฟ้าแลบกับฟ้าผ่าที่คอยสาดแสงผ่านหน้าต่างขนาดใหญ่ในห้องเข้ามาให้เป็นครั้งเป็นคราวเท่านั่น เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้อยู่คนเดียวภายในห้อง แต่เขากำลังคร่อมร่างเด็กสาวผมสีขาวอมม่วงอ่อนๆ นัตย์ตาสีเหลืองกลมโตอยู่...

เหมือนจะเป็นฉากอีโรติก แต่มันไม่ใช่ ใบหน้าของเด็กสาวมีท่าทางหวาดกลัว ร่างกายสั่นไม่เป็นจังหวะ หายใจถี่หอบ...เธอกำลังตื่นกลัวกับเหตุการณ์ตรงหน้านี้สุดชีวิตไม่ก็ปาน

"ฉันรักเธอ โมโมะจัง..."เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาถึงมันจะเป็นคำหวานหยดย้อยแต่สีหน้าของผู้พูดกับมีทีท่าหื่นกระหาย สองมือของเด็กหนุ่มเริ่มลูบไล้ไปตามเรือนร่างของเด็กสาวแรกรุ่น หลังจากพลันมือจากไหล่ ไล่ลงไปจนถึงช่วงเอวก่อนจะวนกลับมายังหน้าอกเล็กๆของเด็กสาวแล้วบีบมันเบาๆ

"อึก....ชะ ช่วยด้วย! ใครก็ได้!!ช่วยด้วย!!!"โมโมะร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่เธอรู้สึกว่าเสียงของเธอเพียงแค่ออกจากลำคอมันก็ลอดออกไปได้ไม่ไกล... แถมเสียงหวานๆของเธอยิ่งกระตุ้นเด็กหนุ่มตรงหน้าให้เคลิบเคลิ้มไปกับกามอารมณ์เสียอีก...และแล้ว...

ตึง!!!

ประตูห้องถูกถีบกระแทกเปิดออกมาเด็กหนุ่มอายุพอๆกับโมโมะในชุดสีแดงวิ่งเข้ามาภายในห้องพร้อมกับตระโกนออกไปว่า"นายจะทำอะไรน่ะ? เซตะ?"

"รัตน์!!"เด็กหนุ่มผมน้ำตาลหรือเซตะ มินามิอิ รีบหันควับไปอย่างประตูทันที...

"ใครนะ..."โมโมะพึมพำออกมา...แต่เธอรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก...อาจจะเพราะมีคนมาช่วยเธอ แม้เธอจะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่สำหรับเธอที่หวาดกลัวสุดๆในตอนนี้นั่นเด็กหนุ่มที่โผล่มาก็เปรียบเสมือนแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวของเธอ...เพียงหนึ่งเดียวที่เธอสามารถเอื้อมมือไขว่คว้ามันมาได้...

---------------------

ปัจจุบัน ที่หน้าห้องของรัตน์คุง...แน่นอนมันก็เป็นบริเวณหน้าห้องของราธที่อยู่ใกล้ๆด้วย

"ก่อนหน้าที่ฉันจะมาประจำการ ฉันได้อ่านรายงานประวัติลูกเรือทั้งหมดโดยคร่าวๆมาแล้ว มีคนที่เป็นปัญหาอยู่หลายคนทีเดียวเลยค่ะ"หลังจากช่วยราธเก็บของในห้องแล้ว รัตน์คุงที่กำลังจะเดินกลับห้องก็โดนราธหยุดเอาไว้ด้วยประโยคนี้...

"ใครบ้างล่ะ? ว่าแต่ เธอจะอ่านของพวกนั่นไปทำไม?"รัตน์ถามกลับมาพร้อมกับเอียงหัวมาชำเลืองมองหน้าเธอนิดๆ...ไม่มีออร่าดำๆนั่นแล้ว ซึ่งถือว่าน่าแปลก เพราะเมื่อครู่ที่ภารโรงเดินผ่านหน้าทั้งคู่มา ยังสะดุ้งหน้าตาของราธจนหงายหลัง

"การศึกษาลูกเรือทั้งหมดเป็นหน้าที่ของโอเปอเรเตอร์ค่ะ ทำให้สามารถประสานงานและติดต่อกับเป้าหมายได้สะดวก ส่วนคนที่ฉันคิดว่าเป็นปัญหาก็อย่าง เรไกด์ ฟอนการ์ดที่ขับโซลน่อนแล้วเคยควบคุมพลังไม่ได้เข้าทำร้ายพรรคพวก หรือคุณเอลฮาวล์ที่มีปัญหาเรื่องของผู้หญิง...แต่ฉันว่า คนเหล่านั่นยังไม่เท่ากับคนคนนี้ค่ะ..."ราธอธิบายฉับๆ...พอถึงคนสุดท้ายเธอก็หยุดสักครู่พร้อมกับควานหาอะไรบางอย่างจากแฟ้มเอกสารหนาตึบแล้วหยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นนึง...

"ช่างเครื่องคนใหม่ที่จะมาประจำการที่บลูกาแลคเซียแองเจิล แทนที่คุณเอ็ดเวิร์ด ที่ปลดไปค่ะ... เซตะ มินามิอิ ตามประวัติเคยมีเขียนเอาไว้ว่าเขาเคยพยามจะข่มขืนเพื่อนนักเรียนหญิงที่ร่วมรุ่นเดียวกันด้วย...คนแบบนี้ให้มาประจำยานแบบนี้จะดีรึค่ะ...ที่สำคัญ เรื่องนี้พอฉันเอาไปถามกัปตันไลล่าแล้วได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาว่า...."แต่ไม่ทันจะได้เอ่ยออกมาจบประโยค รัตน์ก็ยกมือขึ้นหยุดราธเอาไว้ก่อน พร้อมเอ่ยออกมาว่า...

"ฉันเป็นเพื่อนสนิทกับหมอนั่นแล้วคู่กรณีตอนนั่นก็คือโมโมะสิน่ะ..."รัตน์พูดตัดบทโดยทันที ราธถอนหายใจก่อนจะเอ่ยถามรัตน์ไปว่า"มันเกิดอะไรขึ้นรึค่ะ?"

"ก็อย่างที่รายงานมันเขียนนั่นแหละ...."รัตน์หลับตาพร้อมกับตอบกลับไปแบบเซ็งๆ...แต่ทว่า...

"คุณโกหกอยู่รึค่ะ?"

"หา!?"รัตน์เบิกตาโต...ก่อนที่ราธจะอธิบายต่อว่า"ถ้าดูจากช่วงอายุแล้ว ถือว่ายังเด็กอยู่แต่ว่า ฉันคิดว่าคนอย่างคุณไลล่าคงไม่ยอมปล่อยให้สองคนนี้มาประจำอยู่หน่วยเดียวกันหรือยานเดียวกันได้หรอกค่ะ ที่สำคัญ คุณซากุระเองก็รับรองเขาด้วย ยิ่งคุณที่เป็นเพื่อนสนิทของเขาแล้วไม่น่าจะพูดจาแบบไม่ใส่ใจแบบนั่น..."

รัตน์หันไปมองราธก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยออกมาว่า"เฮ่อ...ใช่ มันมีอะไรมากกว่านั่นจริงๆ...แต่ฉันสัญญาไว้แล้ว จะไม่แพร่งพรายความจริงออกไป"

"แล้ว...ถ้าเกิดคุณโมโมะเจอกับคุณเซตะเข้าล่ะค่ะ?"ราธยิงคำถามต่อ รัตน์ก็ก้มหน้าลงก่อนจะเอ่ยว่า"ไม่รู้สิ...ฉันเองก็พึ่งจะรู้เดี้ยวนี้เองว่า เซตะถูกบรรจุเข้ามาบนยานด้วย...เพราะอะไรกันน่ะ...ทั้งๆที่พอจะเดากันได้อยู่...เกี่ยวกับความจริงนั่น..."

"แล้ว คุณซากุระกับคุณไลล่ารู้ความจริงเรื่องนั่นรึเปล่าค่ะ?"

"ไม่....ฉันคิดว่าการที่ส่งเซตะมาประจำ เพราะอยากรู้ด้วยนั่นแหละว่ามันเกิดอะไรขึ้น.......ชิ"รัตน์เดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ลางร้ายมาไวกว่าที่คาด ชิเอลกับโคกิปรากฎตัวขึ้นมาที่ปลายทางเดินด้านนึง พวกเขาวิ่งวุ่นเหมือนตามหาอะไรอยู่ แล้วเมื่อเห็นรัตน์ก็วิ่งตรงรี่เข้ามาหาทันที...

"พะ พี่ชายค่ะแย่แล้วล่ะค่ะ! พี่โมโมะเขา..."ว่าแล้วชิเอลก็ร้องไห้ออกมา จนโคกิที่กำลังทำท่าจะพูดต้องเปลี่ยนท่าทีไปปลอบชิเอลซะก่อน....

"แล้วหมอนั่นล่ะ? มีคนห่ามไปที่ห้องพยาบาลรึยัง?"รัตน์ถามออกมาโต้งๆ โคกิก็ทำหน้าสีตกใจก่อนจะเอ่ยว่า"ระ รุ่นพี่รู้ได้ยังไงครับ?"

"ช่างเถอะ เอาเป็นว่าหมอนั่นไปที่ห้องพยาบาลรึยัง?"

"ไปเรียบร้อยแล้วครับแต่ว่า เอ่อ....ส่วนพี่โมโมะ...วิ่งหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้..."โคกิกล่าวรายงานพร้อมกับก้มหน้าลงทำทีท่าสงบเสงี่ยม ท่าทางจะช็อคกับเหตุการณ์ที่พึ่งพบเจอขึ้นมาพอดู...

"นี้มันเกิดอะไรขึ้นกันค่ะคุณรัตน์?"ราธชิงถามขึ้นมา ในขณะที่ทุกคนกำลังสับสน รัตน์กุมขมับก่อนจะเอ่ยต่อว่า"ก็...จริงๆแล้วโมโมะน่ะ..."

---------------------

เมื่อ 3 ปีก่อน

"นี้ๆรัตน์คุง!! มะรืนนี้ก็จะวันเกิดของโมโมะจังแล้วล่ะ..."ว่าแล้วโมโมะก็กระโจนเข้ามาหมายจะกอดรัตน์แต่แน่นอน รัตน์ไหวตัวทัน โมโมะเลยพุ่งไปชนกำแพงซะงั้น....ใจร้ายใจดำแกล้งผู้หญิงได้ลงคอ...นี้แหละน่า รัตน์ พรมอนันต์

"อืม...แค่ไปก็พอใช่ไหม..."รัตน์ตอบกลับไปเรียบๆก่อนจะหยอดเหรียญใส่ตู้น้ำที่ตั้งอยู่ข้างๆ แล้วหยิบลาเต้กระป๋องที่อยู่ในช่องรับออกมาแกะกระป๋องดื่ม

"โถ่ รัตน์คุง! วันเกิดโมโมะน่ะเป็นวันแห่งความทรงจำที่เราสองคนได้เจอกันนะ! รัตน์คุงทำปฎิกริยาแบบนี้แล้วโมโมะจังงอนแล้วด้วย!!!"ว่าแล้วโมโมะก็หันหลังไปกอดอก งอนแก้มแดงป๋อง...

"...หืม...วันแห่งความทรงจำ...พูดเรื่องอะไรน่ะ?"รัตน์คุงเลิกคิ้ว ขณะจิบกาแฟ.... โมโมะได้ยินดังนั่นเลยรีบหันกลับมาทำตาโตแล้วเอ่ยออกมาทันทีเลยว่า"เอะ รัตน์คุงจำไม่ได้เหรอคะ ก็วันที่รัตน์คุงมาช่วยโมโมะจากหมาป่านั่นไงค่ะ..."

รัตน์ชะงักเล้กน้อยกับคำว่าหมาป่า...เขาถอนหายใจพร้อมยิ้มจางๆแล้วเอ่ยว่า"อะ อืม...นั่นสิน่ะ..."

ว่าแล้วเขาก็เหล่ไปมองดูสาวเจ้าสักนิด สาวน้อยที่ควรจะมีสีชมพูระรื่นอยู่บนใบหน้าแต่กลับไม่....ดวงตาสีเหลืองของโมโมะนั่น ใสราวกับเป็นแผ่นทองจางๆ...งดงามแต่ดูราวกับว่างเปล่า สดใสแต่ไม่อาจสัมผัสอะไรได้...รัตน์คุงไม่เคยเห็นใบหน้านี้มาก่อนในชีวิต...ใช่แล้ว มันคือใบหน้าของคนที่กำลังปกปิดอะไรอยู่...ใบหน้าของคนที่ไม่ได้สนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าราวกับกำลังจินตนาการอะไรบางอย่างอยู่...ถ้าจะให้เปรียบเปรยง่ายๆก็ไม่ต่างจากใบหน้าคนร้ายในหนังโรคจิตที่กำลังทำหน้าหลอนใส่กลุ่มตัวเอกไม่ก็ปาน...

"มีอะไรรึเปล่า โมโมะ..."รัตน์คุงถามออกไป เธอก็ส่ายหน้า พร้อมกับส่งยิ้มมาให้และเอ่ยว่า"ไม่มีอะไรนิรัตน์คุง?"

คำตอบน้ำเสียงปกติ แต่สีหน้าไม่เปลี่ยน...รัตน์เลยตัดสินใจนิ่งเงียบไปและไม่คุยต่อ...เขารู้สึกกลัว กลัวดวงตาคู่นั่น... นั่นเพราะเขาไม่เข้าใจ...

ไม่เข้าใจดวงตาคู่นั่นมันหมายความว่ายังไง... ดวงตาแบบนั่น เหมือนไม่ต้องการรับฟังอะไรและ...เหมือนดวงตาที่พร้อมจะฆ่าใครสักคนได้ถ้ามีอะไรมากระตุ้น...

รัตน์คุงที่ขอตัวปลีกออกมาแล้วเลยตัดสินใจไปขอคำปรึกษากับไลล่าที่ห้อง ซึ่งตอนนั่นยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งกัปตันอย่างเต็มตัว แต่รับจ็อบเป็นหมอจิตวิทยาในฐานซึ่งนานๆจะโผล่มาสักที และแน่นอนว่ามีนักเรียนไม่กี่คนหรอกที่ไปใช้บริการหนึ่งในนั่นก็คือรัตน์...

"หืม...โคฮานะ โมโมะงั้นรึ... น่าเสียดายน่าที่ฉันต้องกลับศูนย์วันนี้แล้ว ถ้ามีเวลาเหลืออาจจะลองไปเยี่มดูสักหน่อย...น่าสนใจ...น่าสนใจ..."ลล่าพึมพำเรียบๆ ขณะเขียนอะไรหยุกหยิกอยู่บนกระดาษระหว่างฟังเรื่องที่รัตน์คุงเอามาเล่าให้ฟัง...

"รัตน์คุง...รู้สาเหตุพฤติกรรมแบบนี้ของหนูโคฮานะรึเปล่าล่ะ?"ไลล่าเอ่ยถามไป รัตน์คุงก็ส่ายหน้าให้ เธอยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยว่า"งั้นเหรอ....อืม...บางทีเธออาจจะเป็นประเภทหลอกตัวเองก็ได้ล่ะมั้งจ๊ะ..."

"เอะ...หมายความว่ายังไงรึครับ?"รัตน์ถามกลับ ไลล่าก็เสยผมสีฟ้านวลของเธอเบาๆก่อนจะเอ่ยตอบรัตน์ไปว่า"ก็เป็นอาการป้องกันตัวเองแบบหนึ่งน่ะ...ฉันเองก็ไม่ค่อยรู้ประวัติอีกฝ่ายแต่ไอ้ตาใสๆดูเลื่อนลอยแบบนั่น ถ้าไม่ใช้นักพฤติกรรมหรือพวกทำงานด้านสืบสวนมองไม่ค่อยออกหรอกน่ะ แสดงว่ารัตน์คุงอ่านสีหน้าคนเป็นสิท่า..."

"ก็นิดหน่อยล่ะครับ..."รัตน์ตอบไปพร้อมกับกระเอมไปที ไลล่ายิ้มก่อนจะอธิบายต่อว่า"บางทีเธอคงเจอเรื่องร้ายแรงอะไรสักอย่างมา จนอยากหลอกตัวเองก็ได้ล่ะ...แปลว่าหัวข้อสนทนาเรื่องงานวันเกิดนั่นของเธอกับหนูโคฮานะ...มันไปกระตุ้นอะไรสักอย่างน่ะสิ..."

"กระตุ้น..."

"ใช้...อาทิเช่น เรื่องที่เธอหลอกตัวเองสักอย่างที่เกี่ยวกับงานวันเกิด..."คำตอบของไลล่ายังกังวาลในหัวรัตน์เสมอ...และจากนั่นทำให้เขาสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทีล่ะเล็กล่ะน้อย...
---------------------

ปัจจุบัน

"ได้มาเจอกันอีกครั้ง ไม่อยากให้รัตน์คุงเห็นผมในสภาพแบบนี้เลยแฮะ...."เซตะหัวเราะแห้งๆออกมา โดยที่ยังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า แต่บรรดาคนในห้องพยาบาลไม่ขำกันไปด้วยแฮะ...นั่นก็เพราะที่แขนของเซตะที่นางพยาบาลกำลังพันผ้าให้อยู่มีแผลถูกแทงเหวอะหวะเต็มไปหมด บริเวณหัวมีเลือดออกเล็กน้อย ซึ่งตอนนี้มีผ้าพันแผลพันเต็มไว้อยู่...

"โดนอะไรไปบ้างล่ะ?"รัตน์คุงเอ่ยถามไปเรียบๆขณะนั่งลงที่ข้างเตียงของเซตะ รอบๆก็มีชิเอลที่กำลังหวาดๆอยู่ โคกิที่คอยปลอบชิเอล เฟรเดอริก้าที่กำลังหน้ามุ่ยเหมือนสับสนอะไรสักอย่างอยู่ รูบี้ที่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย และราธที่ยืนกอดอกอยู่ที่ประตูห้อง จ้องเขม่งด้วยสายตาอาฆาตมาใส่คนทั้งห้อง...มีแต่รัตน์คุงเท่านั่นแหละที่เห็นว่าจริงๆแล้วสายตาของแม่สาวราธกำลังเป็นห่วงเซตะอยู่

"ก็...โดนสว่านแทงไปประมาณเจ็ดแปดรู หัวก็โดนประแจฝาดไปนิดหน่อย....แค่นั่นเอง..."นั่นเรียกแค่นั่นรึนั่น....

"ทำถึงขนาดนั่นต้องโดนข้อหาทำร้ายเจ้าพนักงานค่ะ...แล้วก็ อาจจะต้องโดนเพิกถอนสัญญาบัตรด้วย..."ราธเอ่ยออกมาอย่างฉะฉาน จนคนทั้งห้องขนลุก...มีแต่รัตน์เท่านั่นแหละที่ยิ้มแบบหน่ายๆใจ...ก่อนจะได้พูดอะไรเซตะก็ชิงพูดออกไปเลยว่า"มะ ไม่ต้องหรอกครับ ผมไม่เอาเรื่องหรอก..."

"ถึงไม่เอาเรื่องก็ต้องโดนค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั่นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกเรือทุกคนมาก่อน...มีบุคคลอันตรายแบบนี้อยู่บนยานล่ะก็ ไม่ใช่เรื่องที่นิ่งนอนใจได้หรอกน่ะค่ะ!"ราธประกาศออกมา...ซึ่งทุกคนได้แต่ถอนหายใจ...ถึงจะเห็นใจอีกฝ่าย แต่ที่ราธพูดมาก็ถูกต้องล่ะน่ะ...

"ละ...แล้วตอนนี้จะเอายังไงดีกันล่ะครับ?"โคกิเอ่ยถามทลายความเงียบออกมา

"ก็ต้องให้รัตน์คุงกับเซตะจัง เล่าความจริงทั้งหมดออกมาก่อนน่ะสิ..."เสียงคุ้นหูทุกคนดังขึ้นมาจากประตูห้อง...กัปปิตันประจำยาน ไลล่า เรย์ อิลูชั่นเดินทอดน่องเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

"กัปตัน?....หมายความว่ายังไงรึครับ?"โคกิยิงคำถาม...

"คะ ความจริง...ยะ ยิ่งกว่านั่น ละ ไลล่า? นี้เธอรู้ว่าต้องเกิดเรื่องนี้อยู่แล้วงั้นเหรอ?"เฟรดริกรับวิ่งเข้ามาซักถามกัปตันในระยะใกล้ทันที...

"ก็ไม่เชิงหรอก...ไม่สิไม่คิดว่ามันจะแรงแบบนี้น่ะ... เฮ่อ...ตอนแรกซากุระคิดว่าการย้ายเซตะคุงมาที่เดียวกับเธอน่ะจะทำให้ทั้งสองคนจัดการปัญหาที่มีให้กันและร่วมงานกันได้อย่างปกติสุข แต่ก็น่ะ ซากุระเองก็ไม่รู้เรื่องทั้งหมดเพราะงั้นเธอก็คงไม่รู้หรอกว่ามันจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้น่ะ "ไลล่าเอ่ยตอบไปแบบเรียบๆแล้วส่งยิ้มให้...เฟรดริกส่ายหัวอย่างงุนง่านแล้วพึมพำประมาณว่า"ให้ตายสิ..."

"ตะ...แต่ว่า กัปตันไลล่าค่ะ! ถ้ากัปตันรู้...รู้ว่าพี่โมโมะจะทำร้ายเซตะคุงแบบนี้...ทำไม...ทำไมยังให้พี่เซตะเขาย้ายมาอยู่บนยานเดียวกันอีกล่ะค่ะ? อย่างน้อยๆ ทำไมไม่ห้ามคุณซากุระในเรื่องนี้ล่ะค่ะ กัปตันเองเป็นคนมีอำนาจตัดสินใจบนยานมากกว่าคุณซากุระนิค่ะ...ในฐานะตัวแทนของTSCแล้ว กัปตันมีอำนาจตัดสินใจมากกว่าคุณซากุระอีกน่ะค่ะตอนนี้น่ะ..."น่าแปลกที่ชิเอลพูดยาวพรืดๆออกมาแบบนี้...แถมเป็นประโยคที่ทุกคนสงสัยแต่ไม่ฉุกใจซะด้วย....ไลล่ารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...ทั้งๆที่เป็นแบบนั่นยังไม่คิดจะห้ามปรามอีกรึ...

"อืม ก็รู้นั่นแหละ แต่ฉันเองก็คิดแบบซากุระ ฉันอยากให้ทั้งสองคนเขาปรับความเข้าใจกันได้น่ะ..."ไลล่ายิ้มแล้วตอบกลับไป...ทุกคนคนถอนหายใจ ก็สมเป็นไลล่าล่ะนะ แต่ว่ามีอีกคนนึงที่ยังแคลงใจอยู่...เขารู้สึกว่ามันแปลกๆ มันผิดไปจากทุกที...คำพูดคำจาของกัปตันสาวคนนี้....

"Objection!!"

"หา..."เฟรดริกหันไปมองทางต้นเสียง...

"ระ รุ่นพี่..."โคกิหันไปมองเช่นกัน...

"โห..."ไลล่าแสยะยิ้มมุมปาก...

"พี่ชาย..."ชิเอลพึมพำ...

"นะ นี้....เอาจริงเหรอ...อีกฝ่ายกัปตันเลยน่ะ...นะ นาย?"รูบี้เงอะงะถึงกับทำอะไรไม่ถูกในทีเดียว

"ระ...รัตน์..."เซตะเหงื่อตกพร้อมกับหน้าถอดสีในทันใด...

"ขอคัดค้าน? งั้นเหรอ..."ราธเลิกคิ้วอย่างสงสัย พลางสนอกสนใจในปฎิกริยาของชายหนุ่มตรงหน้า...เธอพึ่งจะเคยเห็นนิน่า...

"กัปตัน...ไม่สิ...ไลล่า เรย์ อิลูชั่น!! คุณกำลังโกหกพวกผมอยู่! ผมเคยคิดว่าการกระทำของคุณต้องมีเหตุผล แล้วมักจะยอมรับได้ แต่ว่า...แต่ว่า...คราวนี้น่ะ ถึงกับให้เซตะบาดเจ็บขนาดนี้เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองน่ะ ผมยอมไม่ได้!!!"รัตน์คุงประกาศกร้าวพร้อมกับชี้นิ้วไปที่กัปตันสาวร่างเล็กตรงหน้า...นี้เป็นครั้งแรกที่รัตน์คุงชี้ใส่ไลล่า...แล้วคงเป็นครั้งสุดท้ายด้วย...

"ว่ามาสิรัตน์คุง...อะไรเป็นเหตุที่ทำให้เธอคิดแบบนั่นล่ะ"กัปตันสาวยิ้มมุมปากก่อนจะกอดอกท้าทายเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว

"ก่อนอื่น...ทุกคนรู้เรื่องนี้ว่ายังไง แล้วรู้แค่ไหนล่ะ?"รัตน์ลดมือลงแล้วเริ่มกอดอก เขาจะเริ่มไล่เหตุการณ์แล้วสิน่ะ

"ถ้าเป็นตามเอกสารล่ะก็...ทุกๆคนรู้ว่าคุณเซตะพยามจะเข้าไปข่มขืนคุณโมโมะเมื่อ6ปีก่อนค่ะ..."ราธตอบให้อย่างฉะฉาน รัตน์คุงยิ้มนิดๆ จะว่าไปคู่นี้ส่งมุขรับมุขอะไรต่อมิอะไรช่างเข้าขากันเหลือเกินแฮะ

"แล้ว...พวกเราก็พอรู้ว่ามีเรื่องเกิดขึ้นแต่ว่า...พึ่งจะรู้วันนี้นิเองว่าที่พวกเรารู้มันผิด...ไม่สิ น่าจะเรียกว่าความจริงไม่ได้เป็นแบบนั่นมากกว่า"ชิเอลเอ่ยออกมา รัตน์ก็พยักหน้าก่อนจะเอ่ยต่อว่า...

"คุณซากุระเองก็รู้พอๆกับพวกชิเอลนั่นแหละ...ใช้แล้ว...เรื่องนี้น่ะ มีแค่คนที่ไม่รู้แล้วก็คนที่รู้เท่านั่น...แต่สำหรับกัปตัน มันเป็นการรู้ไปอย่างครึ่งๆกลางๆ...กัปตันไลล่า จำได้ไหมครับ สามปีก่อนที่ผมเคยเอาเรื่องพฤติกรรมของโมโมะไปปรึกษาน่ะ..."

"อืม...งี้นี้เอง คิดว่าฉันคงไปพยามขุดคุ้ยแต่ไม่เจออะไรสิน่ะ "ไลล่ายิ้มนิดๆ สมเป็นเธอจริงๆ ขนาดโดนสายตารุมล้อมขนาดนี้แล้วยังไม่สะทกสะท้านเลย...

"ครับ มีแต่คุณเท่านั่นแหละ ที่รู้ว่าเรื่องนี้มันมีเบื้องหลัง แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ทั้งๆที่คุณเองก็รู้ว่า โมโมะเขาเป็นยังไงแต่ก็ยังอนุมัติเซตะให้มาขึ้นยานลำนี้อีก...ถ้าคุณไม่รู้เหมือนคุณซากุระมันก็อาจจะเป็นแค่อุบัติเหตุ...แต่ถ้าคุณรู้ทั้งรู้แบบนี้แล้ว...มันมองได้อย่างเดียวว่าจงใจนั่นแหละครับ!!!"ว่าแล้วรัตน์ก็ชี้นิ้วใส่กัปตันสาวอีกครา...ไลล่าเสยผมเบาๆก่อนจะตอบกลับไปทันทีว่า

"มันเป็นอุบัติเหตุจ๊ะ..."

"ละ ไลล่านี้เธอ..."เฟรดริกเริ่มฉุน นี้คิดจะแถหลบซึ่งๆหน้าเลยรึไง

"กะ กัปตันค่ะ! มันเกินไปแล้วน่ะค่ะ!"ชิเอลเองก็ไม่พอใจเช่นกัน แต่ทั้งหมดก็ต้องจุกเมื่อไลล่าตอบกลับมาสั้นๆว่า...

"ก็ข้อสมมุติฐานที่รัตน์คุง พูด มันพิสูจน์ไม่ได้นี่จ๊ะ?"

"มะ หมายความว่ายังไงครับ?"รอบนี้โคกิเป็นฝ่ายถามบ้าง ไลล่าก็ถอนหายใจพร้อมกับเอ่ยอธิบายออกไปว่า"ฉันเอง เจอกับโมโมะจังครั้งแรกก็ตอนที่เธอมาขึ้นยาน ก่อนหน้านั่นถึงจะเคยได้ยินมาบ้างก็เถอะแต่ไม่เคยเจอตัวจริง ใช้...พฤติกรรมโมโมะอาจจะเป็นอันตราย...ฉันใช้คำว่าอาจจะ เพราะฉันไม่ได้ตรวจ และฉันก็ไม่เคยเห็นเธอแสดงอาการแบบนี้ออกมาเพราะงั้น ฉันเลยเรียกว่าเป็นอุบัติเหตุ...ใช่ ฉันอาจจะรู้ว่าเกิดเรื่องแต่ว่า...ฉันไม่รู้ถึงระดับความรุนแรงของมัน...เพราะฉันไม่เคยเห็นอาการของโมโมะโดยตรง หรือจะเถียงล่ะรัตน์คุง"

ไลล่าร่ายยาวซะจน ทุกคนในห้องเหมือนโดนสตันกันช็อต รัตน์คุงกำหมัดแน่นก่อนจะเอ่ยออกมาว่า

"ไม่รู้อะไรกันล่ะครับ!! ท่าที ตอนเดินเข้าห้องมาเอย คำพูดเอย...มันจงใจแน่อยู่แล้วนิครับ!"

"หลักฐานล่ะจ๊ะ?"

"เอ๊ะ...?"รัตน์คุงเหงื่อตก...ก่อนจะโดนไลล่าสวนยับไปว่า

"การจะพิสูจน์เจตนาต้องมีหลักฐานยืนยันน่ะ ถ้าไม่มีหลักฐานล่ะก็ คำพูดของรัตน์คุงก็เป็นแค่คำกล่าวอ้างลอยๆเท่านั่นแหละ..."

ใช่...รัตน์คุงใจร้อนไป...อาจจะเพราะเห็นเซตะเจ็บหนักเลยรีบแย้ง...แต่ศัตรูของเขาคราวนี้ไม่เหมือนทุกที อีกฝ่ายคือกัปตันไลล่า...เธอไม่ใช้คนเก่ง แต่อย่างน้อยๆเธอก็คือผู้หญิงที่รู้นิสัยใจคอของรัตน์ดีที่สุดคนนึง...มิน่าล่ะ ไลล่าเลยดูไม่สะทกสะท้านเท่าไร...เพราะดูออกตั้งแต่แรกว่าเขาพลาดตรงไหน...

บ้าชะมัด เหมือนรู้ตัวคนร้ายแต่ไม่มีปัญญาไปจับ...ทำยังไงดีล่ะ......!?

"ขอเสียมารยาทนิดนึงน่ะค่ะกัปตัน"ราธเอ่ยเสียงดุๆขึ้นมาตัดบรรยากาศตึงเครียดในห้องเธอหันหน้าไปเผชิญกับไลล่าช้าๆ ดวงตาสีทองนั่นทิ่มแทงเข้าไปในร่างของไลล่า แต่กัปตันสาวไม่สะทกสะท้านแถมยังยิ้มสู้อีกด้วย

"มีอะไรรึจ๊ะ? ราธจัง?"ไลล่าเอ่ยถามและวินาทีต่อมา...สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น

เพียะ!

"หา..."

"เฮ็ย..."

"เงอะ..."

"อะ...อา..."

"บ้าแล้ว..."

"นี้ฉันตาฝาดรึเปล่าเนี่ย!?"

ไม่ขอเขียนอธิบายว่าใครอุทานกันบ้าง เพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นน่าสนใจยิ่งกว่านั่นเสียอีก...ที่ว่าน่าสนใจก็คือ โอเปอเรเตอร์สาวตาดุราธ พึ่งจะตบกัปตันของยานบลูกาแลคเซีย แองเจิล ไลล่า เรย์ อิลูชั่น คว่ำลงไปกับพื้นนี้สิ....

ไลล่าเบิกตาโพล่งก่อนจะลูบแก้มตัวเองที่โดนตบซ้ำไปซ้ำมาราวกับไม่อยากจะเชื่อเรื่องที่เกิดขึ้น...แต่เธอยังคงรอยยิ้มอยู่บนสีหน้าเอาไว้ได้

"...ถ้าเหตุผลไม่สมควรล่ะก็...โทษอาจจะถึงระดับยิงเป้าได้เลยน่ะจ๊ะ~"กัปตันสาวยิ้มก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นมายืนช้าๆ แม่สาวโอเปอเรเตอร์เองก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเอ่ยไปว่า

"คุณกำลังโกหกอยู่ค่ะ กัปตัน พฤติกรรมแบบนี้ไม่สมควรน่ะค่ะ ฉันคิดว่าแค่นี้ยังน้อยไปกว่าโทษทางวินัยที่สมควรได้รับเสียอีก..."

"หลักฐานล่ะ?"ไลล่าเอ่ยออกมาอย่างเย็นเยียบ...ใช่แล้ว ถ้าจะว่าเธอโกหกล่ะก็ต้องหาหลักฐานมายืนยันให้ได้ไม่อย่างนั่นล่ะก็...เป็นเรื่องแน่ๆ...

"มีแน่ค่ะ!"ว่าแล้วราธเองก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบอุปกรณ์คล้ายๆPDAออกมา มันเป็นเครื่องเก็บข้อมูลจำพวกไฟล์ข้อความภาพ หรือข้อความเสียงนิน่า..

"นี้เธอ...พกของแบบนั่นไว้ด้วย คิดจะไปสืบคดีที่ไหนน่ะ...?"รัตน์คุงเหงื่อตกเมื่อเห็น เพราะเสป็คระดับนั่น มันแถมฟังค์ชั่นตรวจลายนิ้วมือเอย สร้างโฮโลกราฟฟิคจำลองเอย...มันเกินกว่าที่โอเปอเรเตอร์ทั่วไปใช้กันมากเลยน่ะนั่น...

"ปล่าวค่ะ ใช้ในงานโอเปอเรเตอร์นี้แหละ สามารถเก็บLogสนทนาต่างๆเอาไว้อัตโนมัติในรูปแบบฝ่ายเสียงกันลืมเวลาได้รับคำสั่ง ตรวจลายนิ้วมือพร้อมกับแสกนทำให้สามารถขอคำอนุมัติยืนยันคำสั่งต่างๆได้ทันใจ ส่วนโฮโลกราฟิคก็ใช้สำหรับการสร้างแบบจำลองกระจายแผนงาน หรือสร้างข้อมูลสามมิติที่สำคัญให้นักบินในระหว่างรบได้อย่างรวดเร็วค่ะ"ตอบมาอย่างฉะฉานจนรัตน์ถึงกับต้องขนลุก...

"(บันทึกอัตโนมัติ...หืม...แม่นี้รอบครอบขนาดนั่นเลยรึ ถ้าบทสนทนาตอนนั่นติดไป...ไม่หรอกมั้ง ไม่ใช้คำสั่งไม่น่าจะเก็บเอาไว้แต่เดี้ยว..หรือว่าที่กล้าตบหรือว่า)"หัวสมองของไลล่าสังเคราะห์ความคิดออกมาอย่างรวดเร็ว เธอกระตุกเล็กๆ...และประโยคต่อมาที่ราธเอ่ย มันเสมือนเธอโดน Call A Checkmate!

"บทสนทนาที่บันทึกไว้ค่ะ..."ว่าแล้วราธก็กดเล่นให้ทุกคนได้ยิน...เนื้อความมันก็มีว่า....

ราธ - ไปไหนมารึค่ะ คุณไลล่า...
ไลล่า - อะ ราธจัง...พอดี ไปแนะนำอะไรนิดๆหน่อยๆน่ะ ให้นักบินของอาคาน่าโรมานซ์ทำขนมไปแจกบรรดาสมาชิกใหม่บนยานน่ะ อย่างพวกทหารช่างเอย อะไรแบบนี้...
ราธ - เธอทำขนมอร่อยงั้นรึค่ะ?
ไลล่า - สุดๆเลยล่ะจ๊ะ...ว่างๆราธจังลองไปกินดูสิ
ราธ - ค่ะ ถ้ามีโอกาศน่ะค่ะ...
ไลล่า - อะ ราธจัง...วานนิดนึงสิจ๊ะ ไปรับคนให้หน่อยสิ~

ปี้ด! แล้วราธก็กดตัดจบตรงนี้...ในหัวของรัตน์ปรากฎหลอดไฟขึ้นทันที...หลังจากนี้ราธก็โดนสั่งให้ไปรับเขามาสิน่ะ...

"ละ ไลล่านี้เธอ...แบบนี้มัน...จงใจ...จงใจชัดๆเลยนิน่า..."เฟรดริกตั่วสั่นงกๆ ด้วยความโกรธ...กัปตันสาวที่ตั้งแต่ราธกดเปิดเสียงให้ฟัง ก็เอาแต่หลับตานิ่งเงียบราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง...

"กัปตัน...ยอมซะดีกว่าน่ะครับ..."รัตน์เสนอทางเลือกออกมาเบาๆ ไลล่าถอนหายใจก่อนจะเอ่ยออกมาว่า"เฮ่อ...ฉันยังไม่จนสักหน่อย แต่เอาเถอะ ขืนเดินต่อไปต่อให้ชนะก็จริงแต่ก็คงหาคนเดินด้วยไม่ได้...แบบนั่นแย่กว่าอีกน่า"

"เอ้า...รัตน์คุง ประกาศสิ..."ไลล่าลืมตาขึ้นมาช้าๆพร้อมยิ้มให้เด็กหนุ่มชุดแดงตรงหน้า

"ครับ...Schachmatt!!!"รัตน์ประกาศพร้อมกับชี้หน้ากัปตัน...เธอยกมือขึ้นมาดึงหมวกที่สวมอยู่ลงมาเล็กน้อยแล้วลดระดับลงมาที่หน้าอกก่อนจะย่อเข่าลงไปแล้วเอ่ยเบาๆว่า

"เฮ่อ....โดนรุกฆาตแล้วสิน่ะ... ขอโทษค่ะ คราวหน้าหนูจะไม่ทำอีกแล้ว..."

เจอประโยคนี้เข้าไป แม้แต่รัตน์ยังทำหน้าเหยเกเลยทีเดียว ใครจะคิดว่ากัปปิตันอย่างไลล่าจะทำแบบนี้ได้ แถมคำขอโทษนั่นมันอะไรล่ะนั่น...ถึงจะร่างโลลิก็จริงแต่ไอ้กริยาแบบนี้มันแอ๊บแบ๊วชัดๆ ทำอะไรไม่เจียมตัวคนอายุ24ปีซะเลยน่า...

"พะ พอเถอะครับ...กัปตัน มันรู้สึกจักเดี๊ยมยังไงก็ไม่รู้"โคกิเอ่ยประโยคสุดเชยออกมา...จักเดี๊ยมเหรอ...ว่าแต่ตูเขียนถูกรึเปล่าเนี่ย

"อืม...เอาล่ะ ก่อนจะเคลื่อนไหวตาต่อไปได้ ยังไงก็ต้องขอให้เล่าความจริงให้ทุกคนฟังล่ะน่ะ รัตน์คุง คราวนี้ไม่ใช่เพราะความอยากรู้อยากเห็นของฉัน แต่ถือซะว่าช่วยเซตะกับโมโมะก็แล้วกัน..."ไลล่าลุกขึ้นแล้วกับมาเป็นปกติดั้งเดิมราวกับไอ้เหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น

"เซตะ...."รัตน์หันไปขอความเห็นจากเพื่อนที่นอนเจ็บอยู่บนเตียง...เขาพยักหน้าเบาๆก่อนจะเอ่ยออกมาว่า..."อืม...ไม่มีทางเลือกแหละน่ะ..."

"อืม...งั้น...ขอโทษด้วยน่ะที่ผิดคำสัญญาน่ะ...แต่ว่า เพื่อเซตะกับโมโมะแล้ว...ก็สมควรที่จะเล่าออกไป...ตั้งใจฟังให้ดีน่ะครับ!"และแล้วความจริงก็ได้ปรากฎขึ้น...

>>>What Next On The Day of Guardian?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2010, 02:41:27 AM โดย SrwKung » บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: